
เมื่อเวลา 11.05 น. วันที่ 17 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์น้ำมันประจำวัน ท่ามกลางความตื่นตระหนกของประชาชนที่แห่เติมน้ำมันจนเกิดภาพโกลาหลในหลายพื้นที่
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ยกมือไหว้ขอโทษประชาชนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยอมรับว่าปัญหาหลักมาจาก “คอขวด” ในระบบกระจายเชื้อเพลิง ไม่ใช่การขาดแคลนน้ำมันจากต้นทาง
“ต้องกราบขออภัยในความโกลาหลหน้าสถานีบริการน้ำมันที่ผ่านมา” นายสราวุธกล่าว พร้อมยืนยันว่า โรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งของประเทศยังเดินเครื่องเต็มกำลัง มีกำลังการกลั่นรวม 175 ล้านลิตรต่อวัน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากความต้องการใช้น้ำมันที่พุ่งสูงผิดปกติ โดยเฉพาะในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา ที่ยอดใช้ในสถานีบริการบางวันทะลุ 120 ล้านลิตร สูงกว่าระดับปกติ ส่งผลให้การกระจายน้ำมันไปยังปั๊มไม่ทันต่อความต้องการ
อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานระบุว่า ระบบปกติ โรงกลั่นจะจำหน่ายน้ำมันให้ผู้ค้ารายใหญ่และพ่อค้าคนกลาง (Jobber) เพื่อนำไปกระจายทั้งภาคอุตสาหกรรมและสถานีบริการ แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ไม่ปกติ ภาคอุตสาหกรรมบางส่วนหันมาเติมน้ำมันผ่านปั๊ม ทำให้ความต้องการในสถานีบริการพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว
รัฐบาลจึงเร่งออกมาตรการแก้ไขเฉพาะหน้า โดยสั่งการให้ผู้ค้ารายใหญ่เพิ่มการกระจายเชื้อเพลิงไปยังผู้ค้าขนาดกลาง และขยายเวลาการขนส่งน้ำมันนอกเหนือจากช่วงเวลาปกติ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงคมนาคม และกรุงเทพมหานคร เพื่ออำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์
ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานเตรียมจับมือกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพาณิชย์ เข้มงวดตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสซ้ำเติมสถานการณ์
ในด้านปริมาณสำรอง นายสราวุธย้ำว่า ประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอ โดยแบ่งเป็นสต๊อกตามกฎหมาย 42 วัน และน้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่งอีก 59 วัน รวมรองรับการใช้งานได้ไม่น้อยกว่า 101 วัน
นอกจากนี้ ยังมีน้ำมันนำเข้าจากต่างประเทศทยอยเข้าสู่ระบบ ทั้งจากแองโกลา 1.9 ล้านบาร์เรล และจากสหรัฐอเมริกาอีก 625,000 บาร์เรล
ผลการตรวจสอบล่าสุดพบว่า จากสถานีบริการ 1,502 แห่งทั่วประเทศ มีประมาณ 150 แห่งที่ต้องปิดให้บริการชั่วคราวเนื่องจากน้ำมันหมด ขณะที่กว่า 1,000 แห่งมีน้ำมันไม่ครบชนิด และมีเพียง 306 แห่งที่ยังสามารถให้บริการได้ตามปกติ
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ไม่พบการกักตุนในสถานีบริการที่ปิดให้บริการ โดยเป็นผลจากการส่งน้ำมันไม่ทันต่อความต้องการจริง
“ขอยืนยันว่าเราไม่ได้ขาดแคลนน้ำมัน แต่เป็นการใช้ที่มากผิดปกติ หากประชาชนกลับมาใช้ตามปกติ สถานการณ์จะคลี่คลายได้” นายสราวุธกล่าว
ทั้งนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างพิจารณาทางเลือกในการจัดหาน้ำมันเพิ่มเติม รวมถึงการนำเข้าจากรัสเซีย โดยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ
ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง รัฐบาลจึงขอความร่วมมือประชาชน “อย่าตื่นตระหนกและไม่จำเป็นต้องกักตุน” พร้อมรณรงค์ให้ใช้น้ำมันอย่างประหยัด เพื่อพยุงระบบพลังงานของประเทศให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปได้
