‘อนุทิน’ ประกาศวิสัยทัศน์อาเซียนจากจาการ์ตา ชู 3 ยุทธศาสตร์กู้เอกภาพภูมิภาค

เมื่อเวลา 11.50 น. วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่นกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งตรงกับเวลาในประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์ของประเทศไทยต่ออนาคตอาเซียน ณ ห้อง Nusantara Hall สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEC) ท่ามกลางคณะผู้แทนถาวรประจำอาเซียน นักการทูต และผู้แทนจากกว่า 100 ประเทศ

นายกรัฐมนตรีประกาศจุดยืนว่า โลกกำลังเผชิญความท้าทายที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง จึงไม่มีประเทศใดสามารถรับมือเพียงลำพัง พร้อมย้ำว่า “ความท้าทายระดับภูมิภาค จำเป็นต้องอาศัยคำตอบในระดับภูมิภาค”

ภายหลังการกล่าวสุนทรพจน์ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้เสนอ 3 แนวทางหลัก เพื่อให้อาเซียนสามารถรักษาบทบาทนำของภูมิภาค และสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม

แนวทางแรก คือ การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง (Stronger Regionalism) โดยเห็นว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งมากขึ้น อาเซียนยิ่งต้องรักษาเอกภาพและความเป็นแกนกลางของภูมิภาค แม้หลักฉันทามติและการไม่แทรกแซงกิจการภายในจะยังเป็นรากฐานสำคัญ แต่ควรนำมาใช้อย่างยืดหยุ่น เพื่อให้อาเซียนสามารถตัดสินใจและรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายกรัฐมนตรีระบุว่า สถานการณ์ในเมียนมาเป็นบททดสอบสำคัญของอาเซียน โดยยืนยันว่าฉันทามติ 5 ข้อยังคงเป็นกรอบหลักในการแก้ปัญหา พร้อมสนับสนุนแนวทาง “การกลับมามีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมและเป็นขั้นเป็นตอน” (Calibrated Re-engagement) เพื่อรักษาช่องทางการเจรจา เปิดพื้นที่สำหรับการปฏิสัมพันธ์ และผลักดันให้เกิดความคืบหน้าที่จับต้องได้

พร้อมยกตัวอย่างพัฒนาการเชิงบวกว่า คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้รับอนุญาตให้เข้าพบ นางออง ซาน ซู จี ซึ่งมีรายงานว่าสุขภาพแข็งแรงดี ถือเป็นผลลัพธ์ที่ไทยผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง และหวังว่าจะนำไปสู่ความก้าวหน้าเพิ่มเติมในอนาคต

นายกรัฐมนตรียังย้ำว่า เมียนมาที่สงบและมีเสถียรภาพ ไม่เพียงเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญต่อเอกภาพของอาเซียนและเสถียรภาพของภูมิภาคทั้งหมด

สำหรับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะฟื้นฟูความไว้วางใจและเดินหน้าการเจรจาทวิภาคี โดยประเทศไทยพร้อมเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ยึดหลักสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศ ควบคู่กับการรักษาความเป็นเอกภาพของอาเซียน

ส่วนแนวทางที่สอง คือ การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับความผันผวน (Greater Resilience) โดยระบุว่า อาเซียนต้องไม่รอให้เกิดวิกฤตแล้วจึงแก้ไข แต่ต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ทั้งการเสริมความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และอาหาร รวมถึงเร่งการเชื่อมโยงด้านดิจิทัล และยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี

พร้อมเสนอให้อาเซียนขยายความร่วมมือกับประเทศมหาอำนาจขนาดกลางและประเทศในกลุ่มโลกใต้ เพื่อเพิ่มทางเลือก ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค

ขณะที่แนวทางที่สาม คือ การทำให้อาเซียนมีความหมายต่อประชาชนอย่างยั่งยืน (Lasting Relevance) โดยเน้นว่า ความสำเร็จของอาเซียนต้องวัดจากสิ่งที่ประชาชนได้รับ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ การสร้างงาน การขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาทักษะคนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีแห่งอนาคต

นายกรัฐมนตรียังเสนอให้อาเซียนเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันและกลไกการทำงาน เพื่อให้ทุกมติของผู้นำสามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริง และเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

นายอนุทินกล่าวย้ำว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียนตั้งแต่การลงนาม ปฏิญญากรุงเทพ เมื่อ 59 ปีก่อน และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันพัฒนาการของอาเซียนมาโดยตลอด ทั้งการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) การผลักดันเวทีภูมิภาคอาเซียน (ARF) และการวางรากฐานคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR)

การกล่าวถ้อยแถลงครั้งนี้ยังถือเป็น การกล่าวสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีไทย ณ สำนักเลขาธิการอาเซียนเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ปี 2552

ช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีระบุว่า การครบรอบ 60 ปีอาเซียนในปี 2570 จะเป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางใหม่ของภูมิภาค โดยประเทศไทยพร้อมกลับมามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอาเซียนให้เข้มแข็งจากภายใน มีเอกภาพ พร้อมรับทุกความเปลี่ยนแปลงของโลก และสร้างประโยชน์ที่ประชาชนสัมผัสได้อย่างแท้จริง พร้อมทิ้งท้ายว่า

“นี่คืออนาคตของอาเซียนที่ประเทศไทยเชื่อมั่น และคืออนาคตที่เราทุกคนต้องร่วมกันสร้าง”