โอกาสทองแรงงานไทย! อิตาลีเปิดโควตาครึ่งล้านตำแหน่ง ดึงแรงงานไทยบุกยุโรป

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยผ่านการขยายตลาดแรงงานในต่างประเทศ โดยล่าสุด นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้หารือทวิภาคีกับ H.E. Marina Elvira Calderone รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและนโยบายทางสังคม สาธารณรัฐอิตาลี ระหว่างการประชุมใหญ่ประจำปีองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILC) สมัยที่ 114 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

การหารือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านแรงงานไทย-อิตาลี โดยรัฐบาลอิตาลีได้บรรจุประเทศไทยไว้ในร่างกฎหมายแรงงานต่างชาติ หรือ Flows Decree ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเปิดรับแรงงานต่างชาติอย่างถูกกฎหมาย และเอื้อต่อการจ้างแรงงานไทยในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ทั้งในรูปแบบแรงงานตามฤดูกาลและแรงงานทั่วไป

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ กระทรวงแรงงานไทยได้หารือร่วมกับเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย ซึ่งฝ่ายอิตาลีได้แสดงความสนใจรับแรงงานไทยจำนวน 20,000-30,000 คนต่อปี ในสาขาที่กำลังขาดแคลนแรงงาน ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม ภาคสาธารณสุข และภาคบริการ

สำหรับ ความต้องการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบาย Decreto Flussi 2026-2028 ของอิตาลี ที่กำหนดโควตารับแรงงานจากประเทศนอกสหภาพยุโรปรวมกว่า 500,000 อัตรา นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่แรงงานไทยจะสามารถเข้าถึงตลาดแรงงานคุณภาพในยุโรปได้มากขึ้น

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ขอรับการสนับสนุนจากกระทรวงแรงงานและนโยบายทางสังคมของอิตาลี เพื่อเร่งรัดการจัดทำ MOU ด้านแรงงานระหว่างสองประเทศให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการส่งแรงงานไทยไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงโดยนายหน้าเถื่อน และยกระดับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน สวัสดิการ และสภาพการจ้างงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาอาชีวศึกษาและศูนย์ฝึกแรงงานร่วม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านระบบบำนาญชราภาพ การคุ้มครองแรงงานและสวัสดิการครอบครัว รวมถึงการเพิ่มโอกาสจัดส่งแรงงานไทยเข้าสู่ตลาดแรงงานยุโรป

ไทยยังแสดงความสนใจศึกษารูปแบบการศึกษาเชิงเทคนิคและระบบการศึกษาทวิภาคี (Dual-Track Education) ของอิตาลี ซึ่งเชื่อมโยงภาคการศึกษาเข้ากับภาคธุรกิจและสถานประกอบการ เพื่อยกระดับทักษะแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน รวมถึงแนวคิด “สิทธิในการตัดการเชื่อมต่อ” (Right to Disconnect) เพื่อคุ้มครองลูกจ้างจากการถูกบังคับทำงานนอกเวลางาน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลเชื่อว่า หากการจัดทำ MOU สำเร็จตามเป้าหมาย อิตาลีจะกลายเป็นอีกหนึ่งตลาดแรงงานสำคัญของคนไทยในยุโรป ท่ามกลางความต้องการแรงงานต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม สุขภาพ และบริการที่กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานในหลายพื้นที่

ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสการทำงานและรายได้ที่มั่นคงของแรงงานไทยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพของแรงงานไทยในฐานะแรงงานคุณภาพ ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากประเทศคู่ค้าและนานาชาติ พร้อมก้าวสู่เวทีแรงงานโลกอย่างภาคภูมิ