พลังงานโลกป่วนไม่หยุดกดดันน้ำมันผันผวนไทยแบกกองทุนติดลบกว่า 6 หมื่นล้าน

สถานการณ์พลังงานโลกยังคงอยู่ในภาวะ “เปราะบางและผันผวน” หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกันเอง ทั้งความพยายามเปิดโต๊ะเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน แต่ในอีกด้านหนึ่ง สหรัฐฯ กลับยกระดับมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน และขู่ใช้มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม หากการเจรจาไม่คืบหน้า

แรงกระแทกจากปัจจัยทางการเมืองดังกล่าว ทำให้ตลาดน้ำมันโลก “แกว่งตัวรุนแรงในระยะสั้น” โดยราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน จากความกังวลด้านอุปทาน ก่อนจะย่อตัวลงในช่วงเช้าวันที่ 17 เมษายน จากความหวังต่อการหยุดยิงและการเจรจารอบใหม่ โดยราคาน้ำมันดิบ WTI เคลื่อนไหวในกรอบ 92.90–93.68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent อยู่ที่ 97.94–98.67 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และ Dubai ทรงตัวที่ 105.51 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าความเสี่ยงด้านอุปทานยังคง “ฝังลึก” และไม่สามารถคลี่คลายได้ในระยะสั้น แม้จะมีความคืบหน้าทางการทูตก็ตาม

ในส่วนของประเทศไทย ภาพรวมด้านความมั่นคงพลังงานยังอยู่ในระดับที่ “รองรับได้” โดยข้อมูล ณ วันที่ 17 เมษายน 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ประมาณ 109 วัน แบ่งเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 24 วัน น้ำมันระหว่างขนส่ง 38 วัน และน้ำมันที่มีการยืนยันจัดหาแล้วอีก 22 วัน

ด้านการผลิตและการใช้น้ำมันดีเซล ซึ่งถือเป็นหัวใจของภาคขนส่งและเศรษฐกิจไทย ล่าสุด ณ วันที่ 15 เมษายน 2569 ประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 80.71 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่มีการจำหน่ายอยู่ที่ 54.47 ล้านลิตรต่อวัน สะท้อนว่าระบบการผลิตยังคงรองรับความต้องการภายในประเทศได้

ขณะที่ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศยังอยู่ในระดับ “สูงแต่ทรงตัว” โดยราคาดีเซล B7 อยู่ที่ 42.90 บาทต่อลิตร และดีเซล B20 อยู่ที่ 35.90 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มเบนซิน E20 อยู่ที่ 35.45 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.45 บาทต่อลิตร

เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน พบว่าราคาน้ำมันของไทยยังอยู่ในระดับ “แข่งขันได้” โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ซึ่งมีช่วงราคาอยู่ระหว่าง 48.65–86.98 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาดีเซลของไทยก็ยังต่ำกว่าหลายประเทศที่มีราคาสูงถึง 117.65 บาทต่อลิตร

อย่างไรก็ดี เบื้องหลังการตรึงราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน กลับสร้างแรงกดดันต่อฐานะทางการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีนัยสำคัญ

ล่าสุด ณ วันที่ 17 เมษายน 2569 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบถึง 61,705 ล้านบาท และยังคงต้องชดเชยราคาน้ำมันดีเซลในอัตราประมาณวันละ 185.76 ล้านบาท สะท้อนภาระที่ยังคง “ถ่วงดุล” ระหว่างการดูแลค่าครองชีพประชาชน กับเสถียรภาพทางการคลังด้านพลังงานของประเทศ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาดโลกและแรงกดดันภายในประเทศ ทิศทางนโยบายพลังงานของไทยในระยะต่อไปจึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ว่าจะสามารถ “ประคองสมดุล” ระหว่างราคา เสถียรภาพ และภาระกองทุน ได้มากน้อยเพียงใดในช่วงเวลาที่ความเสี่ยงยังไม่คลี่คลาย