
เมื่อวันที่ 2 มีนาคม นายณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ ประธานบริหารกลุ่มบริษัทในเครือ เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS Gold) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ผลักดันราคาทองคำในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ให้ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้นก็ตาม
ทั้งนี้ หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาทองคำในประเทศมีโอกาสไต่ระดับขึ้นไปทดสอบบริเวณ 85,000–90,000 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดใหม่ของตลาดไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากสถานการณ์คลี่คลายเร็วกว่าคาด ราคาทองคำอาจเผชิญแรงเทขายทำกำไรอย่างรุนแรง และปรับฐานลงแรงในระยะสั้น
“ตลาดตอนนี้ตอบสนองต่อความเสี่ยงทันที ทุกครั้งที่มีข่าวลบเกี่ยวกับสงคราม แรงซื้อจะกลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว” นายณัฐพงศ์กล่าว
แรงซื้อยังเหนือแรงขาย
ภาพรวมตลาดล่าสุดพบว่า แรงซื้อสะสมยังมีมากกว่าแรงขาย สะท้อนความต้องการถือครองทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่แรงขายทำกำไรมีเข้ามาเป็นระยะ แต่ยังไม่สูงเมื่อเทียบกับแรงเข้าซื้อ
ความผันผวนที่พุ่งสูงยังส่งผลให้ผู้ประกอบการร้านทองต้องบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม โดยเฉพาะการทำเฮดจิ้งเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านราคา อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังดำเนินการได้ตามปกติ ไม่มีมาตรการหยุดซื้อขายชั่วคราว การซื้อขายจะหยุดเฉพาะวันเสาร์–อาทิตย์ที่ไม่มีการประกาศราคาเท่านั้น
เตือนอย่าทุ่มหมดหน้าตัก
นายณัฐพงศ์ แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ “แบ่งไม้ลงทุน” เพื่อเฉลี่ยความเสี่ยง ไม่ควรทุ่มเงินลงทุนทั้งหมดในครั้งเดียว และควรติดตามปัจจัยค่าเงินบาทควบคู่กัน เพราะมีผลโดยตรงต่อราคาทองคำในประเทศ แม้แนวโน้มระยะสั้นยังเอื้อต่อการปรับขึ้น หากสงครามยืดเยื้อ ราคาทองคำยังมีโอกาสสร้างสถิติใหม่ในประเทศได้ แต่ตลาดยังเปราะบางต่อข่าวบวกที่อาจทำให้ทิศทางพลิกผันอย่างฉับพลัน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางเปลวไฟแห่งความขัดแย้ง “ทองคำ” ยังคงเปล่งประกายในฐานะที่พักเงินของนักลงทุน แต่ทุกจังหวะการก้าวเดินในตลาดที่ร้อนแรงนี้ ล้วนต้องอาศัยความรอบคอบเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยง
ขณะที่ ราคาทองคำเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ปิดตลาดผันผวน 42 ครั้ง +2,650 ผลมาจากสงครามสหรัฐฯ – อิหร่านขยายวงกว้าง ดันทองรูปพรรณ ในประเทศ ขายออก 81,050 บาททองคำ ทองคำแท่ง ขายออก 80,250 บาททองคำ
