
ชวนแกะรอย ‘หนูมุสิกะ’ พิกัดลับทั่วเมืองเพชร ผลงานละเมียดจากปลายพู่กัน ‘ครูช่างน้อง-ธานินทร์ ชื่นใจ’ ที่ไม่ได้พาแค่เที่ยววัด แต่ปลุกชีพมรดกศิลป์ให้กลับมามีชีวิตชีวายิ่งกว่าเดิม
ถ้าเดินเร็วเกินไป คุณอาจผ่านหนูตัวนี้ไปโดยไม่รู้ตัว
มันไม่ได้ยืนเด่นอยู่กลางลาน ไม่ได้ตัวใหญ่จนมองเห็นแต่ไกล บางตัวแอบอยู่ตามมุมเสา บางตัวต้องค่อย ๆ มองหาบริเวณบานประตู บางตัวซ่อนอยู่ในมุมเล็ก ๆ ที่สายตาของคนรีบร้อนอาจไม่เคยแวะไปถึง
แต่ทันทีที่เห็นสีทองของมัน ความสนุกก็เริ่มต้นขึ้น
หนูตัวนี้มาจากไหน ใครเป็นคนวาด แล้วตัวต่อไปอยู่ที่ใด?

คำถามเล็ก ๆ กำลังพานักเดินทางเข้าไปรู้จักเมืองเพชรบุรี ผ่านฝีมือของ อาจารย์ธานินทร์ ชื่นใจ หรือ “ช่างน้อง” ครูช่างลายรดน้ำวัย 57 ปี ผู้หยิบ “หนูมุสิกะ” มาเป็นเพื่อนนำเที่ยว ชวนคนออกตามหางานศิลป์ตามวัด ย่านเก่า และสถานที่ต่าง ๆ ของเมือง
สำหรับคนตามหา รางวัลอาจเป็นภาพหนูสีทองที่ถ่ายเก็บไว้ในโทรศัพท์
แต่สำหรับคนวาด สิ่งที่อยากให้พบมีมากกว่านั้น
เขาอยากให้ผู้คนได้พบเมืองเพชร ในมุมที่ต้องหยุดมองจึงจะเห็น

จากเด็กวัด สู่ครูช่างผู้เล่าเรื่องด้วยสีทอง
ก่อนจะมีหนูตัวแรก ชีวิตของช่างน้องผูกพันอยู่กับวัดและงานช่างมาเนิ่นนาน
เด็กวัดป้อมในวันวาน เติบโตขึ้นท่ามกลางศิลปกรรมของเมืองเพชร ก่อนเดินตามความชอบไปเรียนจิตรกรรมไทยที่เพาะช่าง แล้วใช้ความรู้ ความอดทน และเวลาฝึกฝนฝีมือ จนงานลายรดน้ำกลายเป็นทั้งอาชีพและส่วนสำคัญของชีวิต
ผลงานของเขาปรากฏตามวัดหลายแห่ง ทั้งจิตรกรรมไทยและลายรดน้ำบนบานประตูหน้าต่าง ความงามของเส้นทองบนพื้นดำจึงเป็นภาษาที่ช่างน้องคุ้นเคย เป็นภาษาที่ต้องใช้มืออันแม่นยำพอ ๆ กับหัวใจที่ไม่ยอมรีบร้อน
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เขายังเปิดบ้านเป็นพื้นที่เรียนรู้ ถ่ายทอดวิชาให้เยาวชน นักศึกษา และผู้สนใจ พร้อมทดลองนำงานลายรดน้ำไปอยู่บนวัสดุใกล้ตัว เพื่อให้ผู้คนได้รู้จักศิลปะแขนงนี้ในรูปแบบที่หลากหลายขึ้น
ความทุ่มเทด้านศิลปกรรมและการถ่ายทอดความรู้ได้รับการยกย่อง โดยในปี 2556 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีมอบปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศิลปะและการออกแบบให้แก่เขา
มาถึงวันนี้ ครูช่างคนเดิมกำลังใช้ปลายพู่กันชวนผู้คนออกเดินทาง โดยมีหนูตัวเล็กเป็นผู้เปิดเรื่อง


ทำไมต้องเป็นหนู?
ความคิดเริ่มจากการสังเกตว่า เมืองท่องเที่ยวหลายแห่งมีตัวละครหรือมาสคอตทำหน้าที่ต้อนรับผู้คน ชวนไปถ่ายภาพ และเชื่อมสถานที่ต่าง ๆ ให้กลายเป็นเส้นทางที่น่าติดตาม
ช่างน้องจึงคิดว่า เมืองเพชรก็น่าจะมีเพื่อนนำเที่ยวของตัวเองสักตัว และเมื่อคนคิดเป็นช่างเขียน ตัวละครนั้นก็ควรมีรากอยู่ในโลกของศิลปะที่เขาผูกพัน
คำตอบจึงมาลงที่ “มุสิกะ”
ตามคติฮินดู มุสิกะหรือมูษิกะเป็นหนูพาหนะของพระพิฆเนศ เทพที่ผู้คนเคารพในฐานะผู้ประทานปัญญาและขจัดอุปสรรค ตำนานกำเนิดมีหลายสำนวน ทั้งเรื่องผู้ถูกสาปให้เป็นหนู และเรื่องอสูรที่พระพิฆเนศปราบจนยอมสยบ ก่อนกลายมาเป็นพาหนะของพระองค์
ในสถานที่บูชาพระพิฆเนศบางแห่ง ยังมีธรรมเนียมกระซิบคำอธิษฐานที่หูรูปมุสิกะ ด้วยความเชื่อว่าจะช่วยนำความปรารถนาไปทูลถึงพระองค์
บทบาท “ผู้ส่งสาร” จึงเข้ากับสิ่งที่ช่างน้องอยากทำ ขณะเดียวกัน หนูยังตรงกับปีชวด นักษัตรลำดับแรกในรอบ 12 นักษัตร เขาจึงมองเห็นความหมายของการเริ่มต้นอยู่ในสัตว์ตัวนี้ด้วย
หนูของเขาอาจเป็นจุดเริ่มต้นให้ใครบางคนยอมเดินเข้าวัด ลองมองงานช่าง หรือถามถึงเรื่องราวของสถานที่เป็นครั้งแรก
“ตัวมันเล็ก แต่มันพาเราไปได้ทุกซอกทุกมุม”
คำอธิบายเรียบง่ายของช่างน้อง กลายเป็นหัวใจของเพื่อนนำเที่ยวตัวนี้


หนูไทย ใส่ลายดอกไม้ ใช้สีของชีวิตช่าง
เมื่อมองใกล้ ๆ จะพบว่า ความน่ารักของหนูไม่ได้จบอยู่ที่รูปร่าง
บนหลังของมันมีอานประดับลายดอกพุดตาน เส้นสายถูกจัดวางให้มีกลิ่นอายของงานช่างไทย เป็นรายละเอียดที่ทำให้ตัวละครร่วมสมัยยังบอกเล่าที่มาของคนวาดได้อย่างชัดเจน
ช่างน้องเล่าว่า ประสบการณ์ไปแสดงงานศิลปะในต่างประเทศ ทำให้เขาเห็นพลังของลายดอกไม้ ครั้งนั้นเขาเขียนลวดลายลงบนก้อนหิน และสังเกตว่าผู้ชมชาวต่างชาติให้ความสนใจลายดอกไม้เป็นพิเศษ
ดอกไม้มีความงามที่คนต่างภาษาเข้าถึงได้ เขาจึงนำดอกพุดตานที่ตัวเองชื่นชอบมาผสานกับลายไทย แล้ววางไว้บนหลังหนู
ส่วนสีที่เลือกใช้มีเพียงสีทองและสีดำ
สองสีที่คุ้นตาจากงานลายรดน้ำ และคุ้นมือจากชีวิตการทำงานของเขา
หนูแต่ละตัวจึงมีทั้งความขี้เล่นและร่องรอยของครูช่างอยู่ในภาพเดียวกัน ใครจะเริ่มต้นมองเพราะความน่ารักก็ได้ แต่เมื่อมองนานขึ้น ก็อาจได้รู้จักเส้นสายของศิลปะไทยไปพร้อมกัน

เลขบนตัวหนู กับเกมที่ชวนให้เงยหน้ามองเมือง
อีกสิ่งที่สะดุดตาคือตัวเลขกำกับบนหนูแต่ละตัว
เลข 1 เลข 2 เลข 3 ไล่เรียงต่อกัน ชวนให้คิดว่าเป็นรหัสอะไรสักอย่าง แต่ช่างน้องอธิบายอย่างอารมณ์ดีว่า เขาเขียนไว้กันลืม จะได้รู้ว่าวาดไปกี่ตัวแล้ว
ถึงอย่างนั้น ตัวเลขก็ทำหน้าที่ของมันเกินกว่าการช่วยจำ
เมื่อเจอตัวหนึ่ง คนตามหาอาจอยากรู้ว่าตัวก่อนหน้าอยู่ที่ไหน แล้วจะไปเจอตัวถัดไปได้อย่างไร การดูภาพหนึ่งภาพจึงค่อย ๆ กลายเป็นการเดินสำรวจหลายสถานที่
ยิ่งหนูไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่เห็นง่ายทุกตัว คนค้นหาก็ยิ่งต้องชะลอฝีเท้า กวาดสายตาตามเสาไม้ มองบานประตู และสังเกตงานปูนปั้นรอบตัว
ระหว่างที่ตามหาหนู สายตาจึงได้ทำความรู้จักสถานที่ไปด้วย
“ธรรมชาติของหนูมันต้องแอบ ๆ ซ่อน ๆ มันต้องให้คนตามหา”
ช่างน้องตั้งใจให้ความสนุกเกิดขึ้นตรงนี้ ให้คนมาเยือนได้ใช้เวลาอยู่กับพื้นที่ และมีโอกาสเห็นสิ่งที่อาจเคยมองข้าม
บางครั้ง การจะทำให้คนสนใจมรดกทางวัฒนธรรม อาจเริ่มได้จากความรู้สึกง่าย ๆ ว่า อยากรู้อีกนิด อยากเดินต่ออีกหน่อย


อยากตามหา ต้องไปที่ไหน?
ตามข้อมูลที่ช่างน้องรวบรวมไว้ หนูมุสิกะปัจจุบัน มี 13 ตัว กระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในเมืองเพชรบุรี
ตัวที่ 1 อยู่ที่วัดใหญ่สุวรรณาราม ตัวที่ 2 วัดคงคาราม ตัวที่ 3 วัดไผ่ล้อม ตัวที่ 4 วัดท่าช้าง ซึ่งเป็นวัดร้าง ตัวที่ 5 วัดมหาธาตุวรวิหาร ตัวที่ 6 วัดเกาะ ตัวที่ 7 วัดกำแพงแลง และตัวที่ 8 วัดข่อย
จากวัด เส้นทางยังต่อไปถึงบ้านขนมหวานลุงเอนก ซึ่งมีหนูตัวที่ 9 บ้านทองป้าฉิว หนูตัวที่ 10 และซอยโรงไม้ ถนนพานิชเจริญ ที่มีหนูตัวที่ 11–13 ให้ตามหา
ใครอยากเริ่มต้น อาจเลือกวัดใหญ่สุวรรณารามเป็นจุดแรก แล้วค่อยวางเส้นทางไปยังจุดอื่นตามเวลาที่มี ไม่จำเป็นต้องเก็บครบในครั้งเดียว เพราะความน่าสนใจระหว่างทางมีมากพอให้แวะดู แวะถาม และแวะชิม
ส่วนตำแหน่งซ่อนตัวของหนู คงต้องเว้นไว้เป็นความสนุกของผู้มาเยือน โดยคำนึงถึงการใช้พื้นที่ของวัดและชุมชน ขออนุญาตก่อนเข้าเขตส่วนบุคคล และช่วยกันดูแลผลงานกับโบราณสถานระหว่างค้นหา
เมืองนี้มีเรื่องให้ค้นพบมากกว่าจำนวนหนูที่วาดไว้เสมอ

จากหนึ่งก้าวเข้าวัด ถึงหนึ่งรอยยิ้มของชุมชน
เบื้องหลังเกมซ่อนหา ช่างน้องกำลังคิดถึงอนาคตของเมืองที่ตัวเองเติบโตมา
เพชรบุรีมีทั้งโบราณสถาน งานช่าง อาหาร และภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันมาหลายรุ่น สำหรับเขา ความท้าทายคือจะชวนคนในวันนี้ให้เข้ามารู้จักสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร จะทำอย่างไรให้เด็กและคนรุ่นใหม่รู้สึกว่า เรื่องราวของเมืองเป็นสิ่งที่เข้าไปสัมผัสได้
หนูมุสิกะจึงเป็นคำชวนจากครูช่างคนหนึ่ง
เขาหวังว่า หากหนูตัวเล็กทำให้วัยรุ่นสักกลุ่มเดินเข้าวัดใหญ่สุวรรณาราม แล้วได้หยุดดูศาลาการเปรียญ ชมหอไตรกลางน้ำ หรือเกิดคำถามเกี่ยวกับงานช่างที่เห็น การเดินทางครั้งนั้นก็มีความหมายเพิ่มขึ้นแล้ว
ถ้าขากลับยังแวะซื้อขนมหม้อแกงจากร้านในชุมชน ความสนใจก็อาจต่อยอดเป็นรายได้ให้คนในพื้นที่
นี่คือภาพที่เขาอยากเห็น ความงามของเมืองทำให้คนมาเยือน ขณะที่การมาเยือนช่วยให้ชีวิตของคนในเมืองเดินต่อไป
สำหรับหนูตัวต่อ ๆ ไป ช่างน้องยังมีความคิดจะพาไปซ่อนตามสถานที่อื่น ทั้งโบราณสถาน ร้านขนม และร้านอาหารของเมืองเพชร เส้นทางนี้จึงยังมีโอกาสขยายต่อไป พร้อมกับเรื่องเล่าที่จะเพิ่มขึ้นทีละแห่ง
สิ่งที่เริ่มจากพู่กันของคนคนเดียว อาจชวนให้คนอีกมากมายหันกลับมามองคุณค่าของเมืองร่วมกัน
สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของหนูสีทองอาจวัดได้จากเวลาที่ผู้มาเยือนยอมอยู่กับเมืองนานขึ้น จากคำถามที่อยากรู้จักงานช่างให้มากขึ้น หรือจากรอยยิ้มของคนขายขนมที่มีลูกค้าแวะเข้าร้าน
ช่างน้องวาดหนูให้ซ่อนตัว แต่ฝากความตั้งใจไว้อย่างเปิดเผย อยากให้คนได้เห็น ได้รู้จัก และได้รักเมืองเพชรเหมือนที่เขารัก
วันหนึ่ง เมื่อเดินตามหาหนูจนพบ สิ่งที่อยากพากลับบ้าน อาจเป็นความผูกพันกับเมืองทั้งเมือง



