จากศพ 2 รัสเซียสู่หลุมมรณะ 3 พ่อแม่ลูกแก๊งโหดปลอมเป็นตำรวจอุ้มฆ่าชิงทรัพย์

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญในพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหา 2 ราย คือ นายป๋อง และนายธง ไปชี้จุดฝังศพสองพี่น้องชาวรัสเซีย ก่อนขยายผลนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปชี้จุดฝังศพของครอบครัวชาวไทย 3 ราย ซึ่งประกอบด้วยพ่อ แม่ และลูก บริเวณป่ามะพร้าว หมู่ 10 ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง ห่างจากจุดพบศพชาวรัสเซียประมาณ 2 กิโลเมตร

เจ้าหน้าที่ใช้เครื่องจักรและกำลังตำรวจขุดค้นบริเวณที่ผู้ต้องหาระบุ ก่อนพบร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 3 คนถูกฝังรวมอยู่ในหลุมเดียวกัน สอดคล้องกับคำให้การของผู้ต้องหา ซึ่งนำไปสู่การเร่งติดตามผู้ร่วมก่อเหตุอีก 2 ราย ได้แก่ นายชัชนันท์ แป้นเอี่ยม หรือ “ฟลุ้ค” และนายอัษฎางค์ ชูวงษ์ หรือ “บอล”

จากแนวทางการสืบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาได้ปลอมตัวแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าไปตรวจค้นบ้านของผู้เสียชีวิต ก่อนควบคุมตัวทั้งหมดออกจากบ้าน แล้วพาไปยังป่ามะพร้าวเพื่อก่อเหตุยิงเสียชีวิตหวังชิงทรัพย์ โดยผู้ต้องหาให้การว่า นายป๋องเป็นผู้ยิงฝ่ายหญิง นายบอลเป็นผู้ยิงฝ่ายชาย ส่วนฟลุ้คเป็นผู้ยิงลูก ก่อนช่วยกันฝังอำพรางศพทั้งหมด

พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้พบศพชาวรัสเซีย 2 ราย ถูกฝังอยู่ในหลุมเดียวกันภายในพื้นที่ป่าซากแง้ว ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง โดยหลุมมีความลึกประมาณ 1 เมตร ร่างหญิงอยู่ด้านล่าง ส่วนร่างชายอยู่ด้านบน

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียชีวิตหญิงมีร่องรอยถูกทำร้ายร่างกาย ขณะที่ผู้เสียชีวิตชายถูกยิง 2 นัด บริเวณช่องท้องและศีรษะ ทั้งสองศพถูกวางลงบนพื้นดินโดยไม่มีการห่ออำพราง และยังสวมเสื้อผ้าอยู่ สภาพศพยังไม่เปลี่ยนแปลงมากเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่เสียชีวิต

นอกจากนี้ ยังไม่พบพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่าผู้เสียชีวิตหญิงถูกล่วงละเมิดทางเพศ ขณะที่คำให้การของผู้ต้องหาสอดคล้องกับพยานหลักฐานหลายประเด็น โดยผู้ต้องหาอ้างว่าลงมือเพียงเพื่อชิงรถจักรยานยนต์ ไม่ได้รู้จักผู้เสียชีวิตมาก่อน และพบกันโดยบังเอิญระหว่างทาง

ตำรวจระบุว่า ขณะก่อเหตุผู้ต้องหายังไม่ได้สวมเครื่องแบบตำรวจ แต่ใช้บัตรหรือเอกสารบางอย่างแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ก่อนนำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียชีวิตไปถอดแยกชิ้นส่วนเพื่อเตรียมจำหน่าย และเมื่อคดีเริ่มเป็นข่าว จึงนำชิ้นส่วนรถไปฝังดินเพื่อทำลายหลักฐาน

ส่วนคดีการหายตัวไปของครอบครัวชาวไทย 3 ราย พล.ต.ท.ฉัตรชัย เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพเชื่อมโยงกับคดีดังกล่าว โดยอ้างว่ามีเป้าหมายเพื่อชิงทรัพย์ จึงปลอมตัวเป็นตำรวจเข้าไปที่บ้าน ก่อนใช้กุญแจมือควบคุมตัวผู้เสียชีวิต

ระหว่างนั้น ลูกสาวของครอบครัวเพิ่งเดินทางกลับมาจากร้านสะดวกซื้อ จึงถูกควบคุมตัวไปพร้อมกัน ก่อนทั้งหมดถูกพาไปยังป่ามะพร้าวและถูกยิงเสียชีวิต แล้วฝังอำพรางไว้ในหลุมเดียวกัน

ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม พร้อมตรวจสอบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมอื่นหรือไม่ หลังพบว่าผู้ต้องหาบางรายเพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำได้เพียงประมาณ 2 เดือน

เบื้องต้นพบว่า ทั้งสองคดีมีผู้ร่วมก่อเหตุรวม 4 คน โดยสามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหาได้แล้วบางส่วน และอยู่ระหว่างเร่งติดตามผู้ร่วมขบวนการอีก 2 ราย ซึ่งเชื่อว่ายังคงหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่และอยู่ในวงล้อมการติดตามของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ด้านนางตุ๊กตา น้องสาวของผู้เสียชีวิตในคดีพ่อแม่ลูก 3 ศพ เปิดใจทั้งน้ำตาว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเชื่อมาตลอดว่าพี่เขย ซึ่งเป็นบุคคลสุดท้ายที่อยู่กับพี่สาวก่อนหายตัวไป น่าจะทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ไม่เคยคาดคิดว่าทั้งครอบครัวจะตกเป็นเหยื่อของคดีอุกฉกรรจ์เช่นนี้ โดย หลังพี่สาวและครอบครัวหายตัวไป ทุกคนยังเชื่อว่าอาจเดินทางไปทำธุระและจะกลับมา จนเวลาผ่านไปหลายวันโดยไม่มีการติดต่อ จึงเริ่มผิดสังเกต เพราะปกติพี่สาวจะโทรแจ้งครอบครัวทุกครั้งเมื่อเดินทางไปไหน

เมื่อญาติเดินทางไปตรวจสอบที่บ้าน พบว่ารถยนต์ รถจักรยานยนต์ และทรัพย์สินยังอยู่ครบ ไม่มีร่องรอยการรื้อค้นหรือการต่อสู้ จึงช่วยกันออกเดินค้นหาตามป่าหลังบ้าน แต่ไม่พบเบาะแสใด ๆ ตลอดเวลากว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ครอบครัวยังคงผลัดกันนำอาหารไปให้สุนัขที่บ้าน พร้อมโทรศัพท์หาพี่สาว หลาน และพี่เขยทุกวัน แต่ไม่มีผู้ใดรับสาย อีกทั้งยังเคยร้องขอให้ตำรวจตรวจสอบสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เนื่องจากหมายเลขยังเปิดใช้งานอยู่ แต่ได้รับแจ้งว่าการดำเนินการดังกล่าวต้องเป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย

นางตุ๊กตากล่าวทั้งน้ำตาว่า หากไม่มีการสืบสวนคดีสองพี่น้องชาวรัสเซีย ซึ่งนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาและขยายผลจนพบจุดฝังศพ ครอบครัวอาจไม่มีวันได้รับรู้ความจริงและชะตากรรมของพี่สาว หลาน และพี่เขย พร้อมยืนยันว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ญาติได้พยายามติดตามผู้สูญหายทุกวิถีทาง ทั้งแจ้งความ ประสานตำรวจ และติดต่อผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ แต่ไม่สามารถดำเนินการด้วยตนเองได้ เนื่องจากเป็นอำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่