ปทุมธานีเร่งสู้น้ำค้าง 170 ล้านคิว ‘เอกนิติ’ สั่งเตรียมไฟสำรองรับฝนใหม่

“เอกนิติ” ลุยตรวจสถานีสูบน้ำปากคลองรังสิต สั่งระดมเครื่องสูบซิ่งรับมือพายุลูกใหม่ กำชับห้ามซ้ำรอยไฟดับ ลั่นต้องบริหารจัดการน้ำภาพรวมทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 4 ตุลาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ณ ประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำกึ่งถาวรปากคลองรังสิต ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองปทุมธานี โดยมี นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พลตำรวจโท คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี พร้อมคณะผู้บริหารท้องถิ่นร่วมให้การต้อนรับและรายงานสถานการณ์

การลงพื้นที่ครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้เข้าตรวจสอบความพร้อมของระบบระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ และประตูระบายน้ำ ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเร่งระบายน้ำออกจากชุมชนและพื้นที่การเกษตรลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา นายเอกนิติเปิดเผยว่า ในภาพรวมระดับน้ำเหนือยังคงทรงตัว แต่ได้สั่งการให้เพิ่มเครื่องสูบน้ำในชุมชน พร้อมเน้นย้ำเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนเป็นอันดับแรก พรุ่งนี้จะมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อบริหารจัดการน้ำในภาพรวมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำที่สมุทรปราการต้องเร่งระบายออกในช่วงน้ำทะเลลด พร้อมทั้งสั่งการให้การไฟฟ้าเตรียมเครื่องสำรองไฟเพื่อป้องกันปัญหาไฟฟ้าดับเหมือนในอดีตที่ทำให้การสูบน้ำสะดุด

ด้าน นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เผยว่า สถานการณ์ในคลองรังสิตประยูรศักดิ์เริ่มดีขึ้น โดยระดมสูบน้ำที่ค้างในระบบออกวันละประมาณ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปริมาณน้ำค้างทุ่งราว 170 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับพื้นที่อำเภอลำลูกกาที่มีน้ำท่วมขัง ได้เสริมเครื่องสูบน้ำเพิ่มอีก 3 ตัว ส่วนข้อกังวลเรื่องการแบ่งน้ำจากอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ได้ทดลองเปิดประตูระบายน้ำคลอง 13 สูงขึ้น 10 เซนติเมตร เพื่อบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้

ขณะที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง เน้นย้ำว่า อบจ.ปทุมธานี ได้ร่วมบูรณาการกับท้องถิ่นเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงริมแม่น้ำเจ้าพระยาตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเสริมแนวกระสอบทรายและพนังกั้นน้ำอย่างรัดกุม ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมเครื่องจักรกลและกำลังพลให้พร้อมช่วยเหลือประชาชนทันที ก่อนจะเดินทางไปมอบถุงยังชีพและให้กำลังใจผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านใหม่เป็นลำดับถัดไป