
สำนักงานเกษตรอำเภอสุไหงปาดีหนุน “สวนนาซูฮา” เป็นแหล่งเรียนรู้และวิสาหกิจชุมชน หวังส่งต่อทักษะขยายพันธุ์ไม้ให้ชาวบ้านสร้างอาชีพ
วิกฤตโควิด-19 เคยทำให้ นางรูอียะห์ หะยีมามะ ต้องปิดฉากอาชีพแม่ค้าผลไม้ที่ทำมานาน แต่การกลับบ้านมาเริ่มต้นใหม่ด้วยงานเพาะชำ กลายเป็นจุดตั้งต้นของ “สวนนาซูฮา” แหล่งผลิตพันธุ์ไม้ผลในอำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ที่วันนี้ขยายพื้นที่เป็นประมาณ 44 ไร่ และต่อยอดสู่การรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน

นางรูอียะห์ เจ้าของสวนนาซูฮา เล่าว่า เดิมตระเวนขายผลไม้ตามตลาดนัดหลายพื้นที่ และเคยเช่าพื้นที่ค้าขายในอำเภอสุไหงโกลกนานถึง 19 ปี กระทั่งการระบาดของโควิด-19 กระทบการค้าขายอย่างหนัก ขณะที่ยังต้องแบกรับค่าเช่า จึงตัดสินใจยุติกิจการ
แม้ต้องทิ้งอาชีพเดิม แต่นางรูอียะห์มีประสบการณ์คลุกคลีกับงานเพาะชำและไม้ผลมากกว่า 30 ปี เธอจึงกลับมาที่ตำบลริโก๋ อำเภอสุไหงปาดี โค่นต้นยางและปรับพื้นที่เพื่อเพาะต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์ไม้ เมื่อเริ่มมีผลผลิตจำหน่ายและความต้องการเพิ่มขึ้น จึงค่อย ๆ ขยายพื้นที่ปลูกไม้ผล โดยเฉพาะทุเรียน รวมถึงลองกองและมังคุด ก่อนพัฒนาเป็น “สวนนาซูฮา” ซึ่งดำเนินงานมาแล้วประมาณ 6 ปี


ปัจจุบันสวนตั้งอยู่เลขที่ 60/7 หมู่ 1 ตำบลริโก๋ อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส มีพื้นที่ประมาณ 44 ไร่ และพันธุ์ไม้รวมราว 6,000 ต้น จำหน่ายพันธุ์ไม้ผลทั้งปลีกและส่งให้ลูกค้าภายในจังหวัดและต่างจังหวัด ขณะเดียวกันยังจ้างแรงงานในพื้นที่ ทั้งงานประจำและงานรับเหมา เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้คนในชุมชน
นางสาวกัญญศร ภัศวิชกุล นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอสุไหงปาดี กล่าวว่า สวนนาซูฮามีศักยภาพเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และพื้นที่สร้างอาชีพ ผู้ที่ยังไม่มีงานทำสามารถเข้ามาฝึกทักษะการขยายพันธุ์ไม้ นำไปหารายได้ให้ครอบครัว หรือพัฒนาต่อยอดเป็นอาชีพของตนเอง

เมื่อมีชาวบ้านเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น สำนักงานเกษตรอำเภอสุไหงปาดีจึงสนับสนุนการจัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชนสวนนาซูฮา” เพื่อให้คนในชุมชนและเกษตรกรรายย่อยรวมกลุ่ม เรียนรู้ทักษะด้านการเกษตร และสร้างรายได้ร่วมกัน
นางสาวกัญญศรกล่าวอีกว่า อยากให้แนวทางของสวนนาซูฮาเป็นตัวอย่างแก่พื้นที่อื่น เพราะการมีผู้นำที่ถ่ายทอดทักษะและเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้ทำงาน สามารถช่วยสร้างอาชีพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างมั่นคงได้
ข่าว/ภาพ : แวดาโอ๊ะ หะไร ผู้สื่อข่าวจังหวัดนราธิวาส




