
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี กลับมาคึกคักอีกครั้ง นักท่องเที่ยวแห่ดำน้ำชมเรือรบหลวงปลดระวางที่ถูกพลิกบทบาทเป็นบ้านหลังใหม่ของสัตว์ทะเล สะท้อนพลังความร่วมมือของชุมชนในการสร้างแหล่งดำน้ำระดับโลก ควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
บรรยากาศการท่องเที่ยวบนเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหลั่งไหลเดินทางเข้าพักผ่อนและดำน้ำสัมผัสความงดงามของโลกใต้ทะเลอย่างต่อเนื่อง สร้างสีสันให้กับชุมชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่พร้อมให้การต้อนรับผู้มาเยือน พร้อมเชิญชวนทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เกาะเต่าได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการดำน้ำระดับโลก

หนึ่งในไฮไลต์ที่กำลังได้รับความสนใจจากนักดำน้ำ คือพื้นที่จัดวางเรือรบหลวงปลดระวาง เรือหลวงหาญหักศัตรู 312 และ เรือหลวงสุไหงไพริน 313 ซึ่งเกิดขึ้นจากพลังความร่วมมือของชุมชนเกาะเต่าที่ร่วมกันระดมทุนและผลักดันโครงการ โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย จนสามารถนำเรือทั้งสองลำลงสู่ท้องทะเลให้กลายเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำและแหล่งดำน้ำเทียมแห่งใหม่
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการลดแรงกดดันต่อแนวปะการังธรรมชาติ เพิ่มพื้นที่ให้ระบบนิเวศทางทะเลได้ฟื้นตัว และรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงดำน้ำอย่างยั่งยืน โดยเรือทั้งสองลำถูกจัดวางลงสู่ทะเลเมื่อปี 2566 ได้แก่ เรือหลวงหาญหักศัตรู 312 บริเวณอ่าวเมา และ เรือหลวงสุไหงไพริน 313 บริเวณ No Name หรืออ่าวสาม

ปัจจุบันเรือทั้งสองลำได้กลายเป็นจุดดำน้ำยอดนิยมของนักดำน้ำจากทั่วโลก พบฝูงปลานานาชนิดและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลเข้ามาอาศัยอย่างหนาแน่น สะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังช่วยกระจายนักดำน้ำออกจากแนวปะการังธรรมชาติ ลดผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลได้อย่างเป็นรูปธรรม
จากเรือรบที่ครั้งหนึ่งเคยทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ วันนี้เรือหลวงทั้งสองลำได้เปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญ กลายเป็น “ผู้พิทักษ์ท้องทะเลไทย” เป็นบ้านของสัตว์ทะเลนานาชนิด เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ และเป็นแหล่งดำน้ำระดับโลกที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน ควบคู่กับการรักษาความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ

นางรำลึก อัศวชิน นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวเกาะเต่า กล่าวว่า ความสำเร็จของโครงการเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งชุมชน ผู้ประกอบการ นักดำน้ำ หน่วยงานภาครัฐ และนักท่องเที่ยว ที่ร่วมกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอความร่วมมือผู้มาเยือนให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ไม่รบกวนสัตว์ทะเล ลดการใช้พลาสติก ประหยัดน้ำและพลังงาน รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมกันรักษาทรัพยากรทางทะเลอันล้ำค่าให้คงอยู่สืบไป
เกาะเต่ายังคงเดินหน้าพัฒนาการท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด “การท่องเที่ยวที่เติบโตไปพร้อมกับการอนุรักษ์” มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของเศรษฐกิจและการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมตอกย้ำว่า “ความร่วมมือของชุมชน” คือหัวใจสำคัญของความยั่งยืน ที่ทำให้เกาะเต่ายังคงรักษาเสน่ห์ของท้องทะเลไทย และครองตำแหน่งจุดหมายปลายทางด้านการดำน้ำที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
ข่าว/ภาพ : สิทธิเศ เห้งทับ ผู้สื่อข่าวจังหวัดสุราษฎร์ธานี



