ตำรวจค้านประกัน 21 ผู้ต้องหาต่างชาติเกาะพะงันใช้คนไทยนอมินีส่งฝากขัง 25 พ.ค.นี้

จากกรณีตำรวจเปิดปฏิบัติการกวาดล้างขบวนการ “นอมินีต่างชาติ” ครั้งใหญ่บนเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังพบพฤติกรรมใช้คนไทยถือหุ้นแทน เพื่อครอบครองที่ดินและดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายในพื้นที่ท่องเที่ยวชื่อดัง จับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 21 ราย จาก 11 สัญชาติ พร้อมตรวจยึดโฉนดที่ดิน 38 แปลง มูลค่ารวมกว่า 200 ล้านบาท

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ที่ สภ.เกาะพะงัน คณะพนักงานสอบสวนเร่งสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งหมด ซึ่งถูกจับกุมตามหมายจับศาลจังหวัดเกาะสมุย ในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวโดยผิดกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา และประมวลกฎหมายที่ดิน

สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 21 ราย ประกอบด้วย ชาวอิสราเอล 4 ราย ฝรั่งเศส 4 ราย รัสเซีย 3 ราย ยูเครน 2 ราย รวมถึงผู้ต้องหาสัญชาติแอฟริกาใต้ สโลวัก เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ตุรกี เยอรมนี และฟิลิปปินส์ อีกสัญชาติละ 1 ราย

พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนไม่อนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้งหมดในชั้นสอบสวน และเตรียมนำตัวฝากขังต่อศาลจังหวัดเกาะสมุยในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้

พร้อมยืนยันว่า คดีดังกล่าวมีพยานหลักฐานแน่นหนา โดยตำรวจได้นำระบบวิเคราะห์ข้อมูล “SPNI-X” ซึ่งพัฒนาโดยชุดสืบสวนขยายผลยาเสพติดและฟอกเงิน ภ.จว.สุราษฎร์ธานี มาใช้ตรวจสอบเส้นทางการเงินและเอกสารทางธุรกิจ จนพบความเชื่อมโยงชัดเจนว่า กลุ่มผู้ต้องหาใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ในการจัดตั้งบริษัทเพื่อทำธุรกิจและถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการขยายผลจากการเข้าตรวจค้นสำนักงานกฎหมายและสำนักงานบัญชี 5 แห่ง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และหัวหน้าชุดเฉพาะกิจปราบปรามนอมินี หลังตรวจสอบเอกสารจำนวนมาก ตำรวจพบบริษัทต้องสงสัยเข้าข่ายใช้นอมินีรวม 32 นิติบุคคล ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับชาวต่างชาติที่มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทรวม 45 หมายจับ และสามารถติดตามจับกุมได้แล้ว 21 ราย

นอกจากนี้ ยังตรวจยึดโฉนดที่ดินจำนวน 38 แปลง รวมเนื้อที่กว่า 38 ไร่ มูลค่าราว 200 ล้านบาท โดยพบจุดผิดสังเกตว่า บริษัทส่วนใหญ่ถือครองที่ดินเฉลี่ยรายละกว่า 1 ไร่ และกว่า 60% เป็นที่ดินเปล่าที่ยังไม่มีการก่อสร้าง หรืออยู่ระหว่างเตรียมพัฒนาโครงการ

ขณะที่แนวทางสืบสวนยังพบข้อมูลเชื่อมโยงไปถึงบริษัท เอฟบี พร็อพเพอร์ตี้ส จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.เกาะพะงัน และดำเนินธุรกิจสอนโยคะรวมถึงจำหน่ายอาหาร ภายใต้ชื่อ “เดอะ โยคะ เฮ้าส์ เกาะพะงัน” โดยบริษัทดังกล่าวมีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท และถือครองที่ดินถึง 8 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 7.5 ไร่ มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท ไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง

ตำรวจตรวจสอบเส้นทางการเงินของหุ้นส่วนชาวไทยในบริษัทดังกล่าว ก่อนพบว่า ไม่มีศักยภาพทางการเงินเพียงพอที่จะลงทุนจริง จึงเชื่อได้ว่าเป็นการถือหุ้นแทน หรือ “นอมินี” เพื่อเอื้อให้ต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจและถือครองที่ดินในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายอย่างชัดเจน

พล.ต.ต.สุวัฒน์ ย้ำว่า การปราบปรามครั้งนี้เป็นเพียงเฟสที่ 2 เท่านั้น และตำรวจยังเดินหน้าขยายผลต่อเนื่อง เพื่อตรวจสอบเครือข่ายทุนต่างชาติที่อาจแฝงตัวเข้ามาถือครองธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของไทยเพิ่มเติมอีกจำนวนมาก