
เสียงสะท้อนจาก “คนปลายน้ำ” ดังก้องอีกครั้ง เมื่อเครือข่ายภาคประชาชน นำโดยสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ร่วมกับชุมชนบ้านใหม่และบ้านฝั่งหมิ่น จัดกิจกรรม “มหกรรมประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน” เนื่องในวันน้ำโลก ที่วัดฝั่งหมิ่นและสวนสาธารณะริมน้ำกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
เวทีดังกล่าวไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่คือการรวมพลังของผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำข้ามพรมแดน ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี และกำลังคุกคามวิถีชีวิตของประชาชนกว่า 70,000 ครัวเรือน สารพิษจากกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศต้นน้ำ กลายเป็น “ภัยเงียบ” ที่ค่อย ๆ ซึมลึกลงในน้ำ อาหาร และสุขภาพของผู้คน สร้างความหวาดวิตกที่ขยายตัวมากกว่าตัวแม่น้ำที่ยังคงไหลผ่านเส้นทางเดิม

นางสาวมณีรัฐ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเข้าร่วมรับฟังข้อเสนอจากประชาชน ย้ำชัดว่า ปัญหานี้ไม่อาจปล่อยให้เป็นเพียงเรื่องท้องถิ่นอีกต่อไป แต่ต้องถูกยกระดับเป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อเร่งขับเคลื่อนการแก้ไขอย่างเป็นระบบ
“แม่น้ำยังคงไหลเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความเชื่อมั่นของประชาชน” นางสาวมณีรัฐ ระบุ พร้อมชี้ว่า ความเสี่ยงจากสารพิษกำลังบั่นทอนความมั่นคงในการดำรงชีวิตอย่างรอบด้าน

สว.มณีรัฐ เสนอแนวทางแก้ไขแบบบูรณาการ 3 ระดับ เริ่มจากระดับระหว่างประเทศ ที่ต้องเร่งสร้างความร่วมมือกับประเทศต้นน้ำในการตรวจสอบและกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมร่วมกันระดับประเทศ ต้องยกระดับระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของแร่หรือวัตถุดิบ (Traceability) ขณะที่ระดับพื้นที่ จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ฟื้นฟู และเยียวยาผลกระทบอย่างแท้จริง
ด้านตัวแทนภาคประชาชน ได้ยื่นข้อเสนอรวม 12 ประเด็นต่อผู้แทนฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเน้นการเปิดเผยข้อมูลการนำเข้าแร่จากเมียนมา การจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งกำเนิดมลพิษ การทำแผนที่ความเสี่ยงในลุ่มน้ำ รวมถึงการตรวจสุขภาพกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี

นอกจากนี้ ยังเสนอให้จัดตั้งห้องปฏิบัติการตรวจสารโลหะหนักในจังหวัดเชียงราย และจัดสรรงบประมาณเพื่อหาแหล่งน้ำดิบทดแทนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ตัวแทนภาคประชาชน สะท้อนอย่างหนักแน่นว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นบาดแผลที่สะสมและยังไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุ

ขณะเดียวกัน เครือข่ายเยาวชนได้ยื่นข้อเสนอเพิ่มเติม 5 ประเด็น โดยเรียกร้องให้มีการตรวจสอบความปลอดภัยของอาหาร สื่อสารข้อมูลให้เข้าใจง่าย ผลักดันเนื้อหามลพิษข้ามพรมแดนเข้าสู่หลักสูตรท้องถิ่น และเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้านทรัพยากรธรรมชาติ
หลังจบเวทีเสวนา ผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันเดินรณรงค์ริมแม่น้ำกก เรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงน้ำที่สะอาดและปลอดภัย ท่ามกลางบรรยากาศที่สะท้อนทั้งความหวังและความกังวล

ภาคประชาชนย้ำชัดว่า หากภายในปีนี้ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม อาจมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ตามมา เพราะสำหรับพวกเขา “น้ำ” ไม่ใช่แค่ทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือชีวิตที่ไม่อาจปล่อยให้ถูกทำลายอย่างเงียบงันอีกต่อไป
