
เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ให้การต้อนรับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี ในฐานะนายกมูลนิธิสานใจไทย สู่ใจใต้ ระหว่างลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเยาวชนโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 46 ณ โรงไฟฟ้ากระบี่ อำเภอเหนือคลอง
การพบปะครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพิธีการ แต่คือเวทีถ่ายทอด “คำเตือน” ถึงคนรุ่นใหม่อย่างตรงไปตรงมา พล.อ.สุรยุทธ์ เน้นย้ำว่า จังหวัดกระบี่ไม่ใช่เพียงเมืองท่องเที่ยว หากแต่เป็น “สมบัติล้ำค่า” ที่ธรรมชาติรังสรรค์ไว้อย่างสมบูรณ์ ทั้งทะเล ภูเขา น้ำตก ป่าดิบชื้น และป่าชายเลน แต่ความงดงามเหล่านี้กำลังเผชิญแรงกดดันจากการพัฒนา อย่าให้สิ่งปลูกสร้างมาบดบังสิ่งที่ธรรมชาติสร้างไว้

คำกล่าวนี้สะท้อนความกังวลต่อการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวที่อาจแลกมาด้วยการสูญเสียเอกลักษณ์ดั้งเดิม ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับให้คุณค่ามากกว่าสิ่งทันสมัยที่ทำลายทัศนียภาพ
ไม่เพียงมองปัจจุบัน แต่ยังย้อนรอยอดีตกว่า 2,000 ปี พล.อ.สุรยุทธ์ อ้างถึงบันทึกของ “ปโตเลมี” นักภูมิศาสตร์กรีก ที่กล่าวถึงเมือง “ตะโกลา” ในพื้นที่นี้ สะท้อนบทบาทสำคัญของกระบี่ในฐานะจุดเชื่อมการค้าระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตก ซึ่งหล่อหลอมให้เกิดสังคมพหุวัฒนธรรมที่ยังคงปรากฏชัดจนถึงทุกวันนี้

ช่วงท้ายของการเสวนา บรรยากาศเข้มข้นขึ้น เมื่อเยาวชนตั้งคำถามถึง “สันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ประเด็นอ่อนไหวที่ยังคงท้าทายสังคมไทย
คำตอบที่ได้ชัดเจนและหนักแน่น
“ทางออกมีเพียงสันติวิธี ต้องใช้เหตุผล ไม่ใช่ความรุนแรง”
พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำว่า ความขัดแย้งไม่อาจแก้ด้วยกำลัง แต่ต้องอาศัยความเข้าใจและการพูดคุย

ก่อนจบการพบปะ พล.อ.สุรยุทธ์ ฝากข้อคิดสำคัญถึงเยาวชน อนาคตของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพของคน” โดยต้องยึดหลัก 3 ประการคือ ซื่อสัตย์ ขยัน และอดทน และต้องมี “ธรรมาภิบาล” และการไม่ทุจริต ว่าเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างมีศักดิ์ศรี
ท่ามกลางเสียงคลื่นและผืนป่าที่ยังคงหายใจ กระบี่ในวันนี้อาจยังงดงาม แต่คำถามสำคัญคือ คนรุ่นใหม่จะรักษามันไว้ได้อีกนานแค่ไหน



