
เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังคงสร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง หลังเกิดไฟลุกไหม้ในเขตป่าชุมชนบ้านป่ากล้วย ตำบลแม่สะเรียง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 (แม่สะเรียง–ฮอด) จนสามารถมองเห็นกลุ่มควันหนาทึบได้อย่างชัดเจนจากตัวอำเภอ
นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ร่วมกับหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแม่สะเรียง ผู้นำชุมชน และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ โดยใช้โดรนบินสำรวจพบว่า จุดเกิดไฟอยู่บนพื้นที่สูงและมีความลาดชันอย่างมาก

“กลางวันจะเห็นควันหนาทึบปกคลุม ส่วนกลางคืนจะเห็นแนวไฟยาวพาดบนยอดดอยอย่างชัดเจน ภาพที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความรุนแรงของไฟป่า และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่พุ่งสูง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง” นายอำเภอแม่สะเรียงกล่าว
การเข้าควบคุมเพลิงเป็นไปด้วยความยากลำบาก เจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้าไต่ระดับขึ้นพื้นที่เสี่ยง พร้อมแบกอุปกรณ์หนักฝ่าความลาดชันสูง ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนและควันไฟที่ปกคลุม ก่อนจะระดมกำลังใช้เครื่องเป่าลมกว่า 10 เครื่อง ทำแนวกันไฟเพื่อหยุดการลุกลามของเพลิง

หลังปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์และดับไฟได้ในที่สุด แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสภาพพื้นที่เอื้อต่อการปะทุซ้ำ
ขณะเดียวกัน ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองจังหวัดแม่ฮ่องสอน รายงานว่า พบจุดความร้อน (Hotspot) เมื่อวันที่ 19 มีนาคม จำนวน 8 จุด และมีจุดความร้อนสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 19 มีนาคม รวม 380 จุด โดยอำเภอแม่สะเรียงมีจำนวนสูงสุดถึง 86 จุด และส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ

แม้รายงานคุณภาพอากาศเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ณ วันที่ 20 มีนาคม จะยังไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่ภาพควันไฟและแนวเพลิงที่ปรากฏอย่างชัดเจน ยังคงเป็นสัญญาณเตือนถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่อาจปะทุรุนแรงได้ทุกเมื่อ
สถานการณ์ไฟป่าครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เผาผลาญผืนป่า แต่ยังลามไปถึง “ลมหายใจ” ของคนในพื้นที่ ที่ต้องเผชิญกับฝุ่นพิษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ข่าว/ภาพ : นายทศพล บุญพัฒน์ ผู้สื่อข่าวจังหวัดแม่ฮ่องสอน

