ศึกอนุบาลนครปฐมยังเดือด! ผู้ปกครองซัดบริหารล้มเหลว สอบสวนยืดเยื้อ 6 เดือนเด็กรับกรรม

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ที่ห้องประชุมบัวชมพู โรงเรียนอนุบาลนครปฐม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม บรรยากาศการประชุมผู้ปกครองโรงเรียนอนุบาลนครปฐม ครั้งที่ 3/2569 เต็มไปด้วยความตึงเครียด หลังผู้ปกครองจำนวนมากยังคงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งในการบริหารโรงเรียน ซึ่งยืดเยื้อมาหลายเดือนและเริ่มส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานภายในโรงเรียน แม้การเรียนการสอนของครูจะยังดำเนินไปตามปกติก็ตาม

การประชุมครั้งนี้มี นายสุคันธชาติ ขันศรีไทย รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 ซึ่งได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 เข้าร่วม พร้อมด้วย รศ.ดร.วรกาญจน์ สุขสดเขียว ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือ “หลวงพี่น้ำฝน” ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ในฐานะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายรัฐพล ไหลธนานนท์ รองนายกเทศมนตรีนครนครปฐม นางสาวพิมพ์พาภรณ์ สุขพ่วง รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครปฐม คณะผู้บริหาร และตัวแทนผู้ปกครองแต่ละระดับชั้นเข้าร่วมกว่า 100 คน

การประชุมดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากคำสั่งของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 เชิญผู้ปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารือ หลังเกิดข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการบริหารโรงเรียนหลายประเด็น เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้มีผู้ปกครองเข้าร่วมประชุมกว่า 600 คน และเสนอข้อเรียกร้องเร่งด่วน 5 ข้อ ซึ่งหลวงพี่น้ำฝนได้ใช้งบประมาณส่วนตัวช่วยแก้ไขไปแล้ว 2 เรื่อง จนแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารโรงเรียนมาแล้วถึง 3 คนภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี แต่ผู้ปกครองยังเห็นว่าการบริหารงานยังคงไร้เอกภาพ หลายโครงการหยุดชะงัก ผู้บริหารไม่กล้าตัดสินใจหรือเซ็นอนุมัติเอกสาร เนื่องจากเกรงจะถูกร้องเรียน ส่งผลให้การดำเนินงานหลายด้านอยู่ในสภาพ “แช่แข็ง” และปัญหาหลายเรื่องยังไม่ได้รับการแก้ไข

รศ.ดร.วรกาญจน์ ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำลังเร่งประสานงานเพื่อวางแนวทางบริหารให้เป็นไปตามกฎหมาย พร้อมประกาศว่าจะดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้ที่นำชื่อของตนไปแอบอ้างจนเกิดความเสียหายและเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ

ระหว่างการประชุม ผู้ปกครองได้ตั้งคำถามถึงความคืบหน้าการสอบสวนผู้บริหารและรองผู้อำนวยการที่ถูกย้ายไปปฏิบัติราชการในสถานศึกษาอื่น โดยระบุว่าปัจจุบันโรงเรียนยังไม่มีผู้บริหารตัวจริง ทำให้การบริหารขาดความต่อเนื่อง และแสดงจุดยืนชัดเจนว่า หากรองผู้อำนวยการทั้ง 2 คนที่เป็นคู่กรณีกลับมาปฏิบัติหน้าที่ จะไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ปกครอง

นายสุคันธชาติ ชี้แจงว่า กระบวนการสอบสวนยังดำเนินอยู่ และอาจใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน โดยผู้ถูกสอบสวนยังไม่ได้พ้นจากตำแหน่งเดิม พร้อมยอมรับว่าไม่สามารถตอบทุกประเด็นได้ เนื่องจากได้รับมอบหมายให้มารับฟังปัญหาและรายงานข้อเท็จจริงกลับไปยังต้นสังกัด

ด้านหลวงพี่น้ำฝน กล่าวว่า ทุกฝ่ายต้องยึดแนวทางของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เห็นว่าการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 ยังล่าช้าเกินไป หลายเรื่องควรเร่งรัดให้เกิดความชัดเจน พร้อมยกตัวอย่างกรณีซากรถของโรงเรียนวัดไผ่ล้อมที่ต้องนำไปคืนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงรถราชการหลายคันของโรงเรียนอนุบาลนครปฐมที่ยังจอดเสียอยู่ในอู่ เพราะไม่มีผู้บริหารคนใดกล้าลงนามอนุมัติค่าซ่อม

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการตรวจสอบค่าใช้จ่ายในการล้างเครื่องปรับอากาศของโรงเรียน โดยระบุว่าราคาทั่วไปในจังหวัดนครปฐมอยู่ที่ประมาณ 500-800 บาทต่อเครื่อง แต่เอกสารบางส่วนในอดีตกลับพบการตั้งราคาสูงถึง 1,500 บาทต่อเครื่อง จึงควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด

หลวงพี่น้ำฝนยังฝากข้อคิดแก่ข้าราชการทุกคนว่า การทำงานต้องใช้หลัก “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ อย่างมีเหตุผล” พร้อมย้ำว่าความโลภ ความโกรธ และความหลง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา และทุกฝ่ายควรยึดประโยชน์ของเด็กนักเรียนเป็นศูนย์กลาง

อีกประเด็นที่สร้างความกังวลให้ผู้ปกครอง คือ ลิฟต์ส่งอาหารภายในอาคารเรียนสูง 5 ชั้น ซึ่งปัจจุบันถูกสั่งปิดใช้งาน หลังเคยเกิดเหตุหล่นลงมาถึง 5 ครั้ง และเคยทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บขาหัก โดยผู้ปกครองตั้งข้อสงสัยว่าการก่อสร้างดังกล่าวไม่มีการแสดงแบบก่อสร้างหรือเอกสารรับรองความปลอดภัยจากวิศวกร ขณะที่ครูผู้มีหน้าที่ตรวจรับยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ลงนามรับงาน ทั้งยังไม่ทราบแหล่งงบประมาณที่ใช้ก่อสร้าง จนกระทั่ง ดร.วชิรวิทย์ นิติพันธ์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียน ได้สั่งระงับการใช้งานและกั้นพื้นที่เพื่อป้องกันอันตราย

นอกจากนี้ ผู้ปกครองยังเรียกร้องให้สมาคมครู ผู้ปกครอง และศิษย์เก่า ออกมาชี้แจงโครงสร้างการบริหาร รายรับ-รายจ่าย และสถานะเงินคงคลังที่มีอยู่หลายล้านบาท หลังทราบว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา โรงเรียนเรียกเก็บค่าสมาชิกจากผู้ปกครองทุกคน แต่กลับไม่เห็นบทบาทของสมาคมในการเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในช่วงที่โรงเรียนประสบวิกฤต

ผู้ปกครองบางส่วนยังเสนอให้ยุบสมาคมที่จัดตั้งขึ้นใหม่เมื่อประมาณ 1 ปีก่อน โดยเห็นว่าอาจซ้ำซ้อนกับสมาคมเดิมและทำให้การทำงานขาดเอกภาพ พร้อมเรียกร้องให้มีการประชุมวิสามัญเพื่อให้คณะกรรมการสมาคมทั้งหมดออกมาชี้แจงต่อสาธารณะ

อีกประเด็นที่ยังเป็นข้อสงสัย คือ โครงการ Student Care ซึ่งใช้เทคโนโลยีกล้องสแกนใบหน้าสำหรับตรวจสอบการเข้า-ออกของนักเรียน โดยโครงการดังกล่าวเคยเป็นเหตุให้ ดร.วชิรวิทย์ ถูกยื่นร้องเรียน อย่างไรก็ตาม ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวเป็นเพียงการทดลองใช้งาน ยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างหรือใช้งบประมาณของรัฐแต่อย่างใด จึงทำให้ผู้ปกครองตั้งคำถามว่า ผู้ร้องเรียนมีข้อเท็จจริงเพียงใด และผลการสอบสวนของหน่วยงานที่รับผิดชอบคืบหน้าไปถึงขั้นไหน

นอกจากนี้ ยังมีการสอบถามถึงความคืบหน้ากรณีร้องเรียนรองผู้อำนวยการ 2 คนต่อศูนย์ดำรงธรรม ซึ่งก่อนหน้านี้เคยระบุว่าจะทราบผลภายใน 7 วัน แต่เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งเดือนก็ยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ความคลุมเครือยังคงปกคลุมการบริหารโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง

แม้การประชุมครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง แต่ก็ยังไม่มีข้อยุติหรือแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ขณะที่ผู้ปกครองยังคงยืนยันให้หน่วยงานต้นสังกัดเร่งสรุปผลการสอบสวนและแต่งตั้งผู้บริหารตัวจริงโดยเร็ว เพื่อยุติความวุ่นวายที่ยืดเยื้อ และคืนความเชื่อมั่นให้กับโรงเรียน

อย่างไรก็ตาม ในด้านการจัดการเรียนการสอน ครูทั้งในหลักสูตรปกติและโครงการ English Program (EP) ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังโดยไม่ได้รับผลกระทบ มีเพียงปัญหาในระดับการบริหารที่ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ ซึ่งทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าควรเร่งคลี่คลายโดยเร็วที่สุด เพื่อให้โรงเรียนอนุบาลนครปฐมกลับมาบริหารงานได้อย่างปกติ และเด็กนักเรียนได้รับประโยชน์สูงสุดตามเจตนารมณ์ของการจัดการศึกษา