
เสียงไซเรนเตือนภัยที่ดังขึ้นกะทันหัน ไม่ได้เพียงสั่งให้ผู้คนในพื้นที่รีบวิ่งเข้าหลุมหลบภัย แต่ยังตัดบทสนทนาของครอบครัวหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์อย่างฉับพลัน
ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดหลัง อิสราเอล เปิดฉากโจมตี อิหร่าน จนเกิดความกังวลว่าสถานการณ์อาจลุกลาม กระทบต่อแรงงานไทยที่พำนักและทำงานอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ครอบครัว “ก้อนเสมา” ในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ต้องเฝ้าติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดด้วยหัวใจระทึก

นางวิรากานต์ ก้อนเสมา อายุ 38 ปี ภรรยาของ นายพีระพงษ์ ก้อนเสมา หรือ “หรั่ง” อายุ 40 ปี แรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในอิสราเอล เล่าว่า หลังทราบข่าวเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ได้รีบวิดีโอคอลไปหาสามีด้วยความเป็นห่วง
“คุยกันได้แค่แป๊บเดียว สามีก็บอกว่ามีสัญญาณเตือนให้เข้าหลุมหลบภัยที่นายจ้างเตรียมไว้ให้ แล้วก็ต้องรีบวางสายไปทันที” นางวิรากานต์กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เธอยอมรับว่าไม่อาจคาดเดาได้ว่าสถานการณ์จะรุนแรงหรือขยายวงกว้างเพียงใด สิ่งที่ทำได้คือพยายามติดต่อสอบถามข่าวคราวอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามท่าทีของทางการไทยอย่างใกล้ชิด

“ถ้ารัฐบาลประกาศให้อพยพกลับ ก็อยากให้สามีกลับบ้านเพื่อความปลอดภัย เพราะเขาก็ทำงานครบสัญญาแล้ว เพียงแต่นายจ้างต่อสัญญาให้ทำงานต่อ” ภรรยากล่าว
ด้านนายประกอบ ก้อนเสมา อายุ 74 ปี และนางสำเรียง ก้อนเสมา อายุ 75 ปี พ่อและแม่ของนายพีระพงษ์ ต่างเฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ติดตามสถานการณ์สู้รบอย่างใกล้ชิด แม้ยังไม่ได้พูดคุยกับลูกชายโดยตรง เพราะส่วนใหญ่ลูกสะใภ้เป็นผู้ติดต่อ
“พ่อกับแม่ได้แต่ภาวนา ขอให้ลูกปลอดภัย ถ้าเหตุการณ์รุนแรงขึ้นก็อยากให้ลูกกลับบ้าน เป็นห่วงมาก” นางสำเรียงกล่าว

ท่ามกลางเปลวไฟแห่งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความหวังของครอบครัวแรงงานไทยในต่างแดนจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องรายได้หรือสัญญาจ้าง แต่คือการได้เห็นคนที่รักกลับมายืนอยู่บนผืนแผ่นดินบ้านเกิดอย่างปลอดภัยอีกครั้ง พร้อมฝากถึงรัฐบาลให้เร่งดูแลและประเมินความเสี่ยงของแรงงานไทยในพื้นที่อย่างรอบด้าน ก่อนที่สถานการณ์จะเกินควบคุม
ข่าว/ภาพ : สุรชัย พิรักษา ผู้สื่อข่าวจังหวัดบุรีรัมย์


