
ประธานรัฐสภาชู “คน–กฎหมาย–งบประมาณ” ต้องโปร่งใสไปพร้อมกัน จับมือองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันลงนาม MOA เดินหน้าปราบโกงเป็นรูปธรรม รับเป้าหมายไทยเข้า OECD ปี 2571
เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดการสัมมนา “การยกระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของประเทศไทยตามมาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)” ซึ่งคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จัดขึ้น โดยมี นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวรายงาน พร้อมคณะทูต ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วม

นายโสภณประกาศชัดว่า รัฐสภาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติต้องเป็น “หน่วยงานนำร่อง” ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาล เพื่อรองรับเป้าหมายของประเทศไทยในการก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต แม้การแก้ปัญหาคอร์รัปชันในภาพรวมประเทศจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่รัฐสภาซึ่งมีข้าราชการประมาณ 3,000 คน ต้องเริ่มทำให้เห็นเป็นตัวอย่างก่อน โดยหลังเข้ารับตำแหน่งได้หารือกับเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและฝ่ายบริหาร พร้อมกำหนดแนวทางสร้างธรรมาภิบาลภายในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การสอบบรรจุข้าราชการอย่างโปร่งใส ไปจนถึงการใช้งบประมาณอย่างมีธรรมาภิบาล
ประธานรัฐสภาย้ำว่า การแก้ปัญหาทุจริตจะพึ่งเพียงกฎหมายที่ดีไม่ได้ แต่ต้องพัฒนาคนควบคู่กัน เพราะต่อให้มีกฎระเบียบรัดกุม หากคนขาดจิตสำนึกและความรับผิดชอบ ก็ยังหาช่องหลีกเลี่ยงกฎหมายได้ ในทางกลับกัน หากบุคลากรดีแต่กฎหมายและระเบียบล้าสมัย ระบบก็ไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ธรรมาภิบาลต้องเดินควบคู่กันทั้งเรื่องคน กฎหมาย และงบประมาณ” นายโสภณกล่าว พร้อมระบุว่า ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ปรับปรุงกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ให้ทันต่อสถานการณ์และสอดคล้องมาตรฐานสากล ขณะเดียวกันต้องสร้างคนให้มีความรู้ ความรับผิดชอบ และเคารพกติกา จึงจะทำให้การต่อต้านคอร์รัปชันเกิดผลจริง
จากนั้น นายโสภณร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOA) ระหว่างคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร กับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เพื่อวางกรอบความร่วมมือป้องกันและต่อต้านการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม
ด้าน นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ OECD” ว่า การสัมมนาครั้งนี้ต้องการแสดงให้ทุกภาคส่วนเห็นถึงความมุ่งมั่นของฝ่ายนิติบัญญัติในการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571

นายอาสพลธ์ ยืนยันว่า คณะกรรมาธิการฯ พร้อมสนับสนุนภาคประชาชนและภาคประชาสังคมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทุกรูปแบบ โดยการลงนามความร่วมมือกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการประสานพลังระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับภาคประชาชน เพื่อเดินหน้าสกัดคอร์รัปชันให้ใกล้ชิดและเป็นรูปธรรมมากขึ้น
“นี่ไม่ใช่เพียงการลงนามบนกระดาษ แต่ต้องนำไปสู่การทำงานจริง” นายอาสพลธ์กล่าว พร้อมให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าผลักดันภารกิจต่อต้านการทุจริตอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความโปร่งใสของประเทศไทยให้ก้าวทันมาตรฐานสากล
