
เปิดตัวเลขสะเทือนสุขภาพ คนไทยวัยทำงานอ้วนพุ่ง 45% กินเค็มเกือบ 2 เท่าคำแนะนำ วุฒิสภาผนึกเครือข่ายดันระบบอาหารปลอดภัย ตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทางถึงจาน
คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค สภาองค์กรของผู้บริโภค สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิชีววิถี กรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถานีโทรทัศน์ Thai PBS จัดเสวนา “Safe Food Journey เส้นทางอาหารสู่จานเรา” ระดมทุกภาคส่วนยกระดับความปลอดภัยอาหารตั้งแต่ต้นน้ำถึงมือผู้บริโภค

นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวว่า ความปลอดภัยทางอาหารถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เพราะความเสี่ยงไม่ได้เกิดเฉพาะตอนปรุงหรือวางขาย แต่สามารถเกิดได้ทุกจุด ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ เพาะปลูก นำเข้า จัดเก็บ ขนส่ง จำหน่าย จนถึงการบริโภค
หากจุดใดไร้มาตรฐานหรือระบบกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ ผลกระทบย่อมตกถึงสุขภาพประชาชนโดยตรง ไทยจึงต้องเปลี่ยนจากการ “ตามแก้” เมื่อพบอาหารไม่ปลอดภัย ไปสู่ระบบ ป้องกัน เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และย้อนกลับได้ทั้งห่วงโซ่

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการยกระดับการตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุขภาพนำเข้าภายใต้แนวคิด “1 DAAN 1 LAB 1 DAY” ใช้หลัก Hold-Test-Release หรือ “กัก-ตรวจ-ปล่อย” โดยกักสินค้าไว้ที่ด่าน ตรวจวิเคราะห์สารตกค้าง และอนุญาตให้นำออกได้ต่อเมื่อผ่านมาตรฐาน ควบคู่กับระบบตรวจสอบย้อนกลับ หรือ Traceability และการปรับปรุงกฎหมายอาหารให้ทันต่อสถานการณ์
นายสุนทรย้ำว่า เป้าหมายไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมาย แต่ต้องสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่า อาหารทุกชิ้นที่เข้าสู่ตลาดได้รับการตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นทาง

ด้าน ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยข้อมูลผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ปี 2567-2568 ซึ่งสะท้อนสัญญาณน่าห่วง โดยพบประชากรวัยทำงานมีภาวะอ้วนถึง 45% มีความดันโลหิตสูง 29.5% และเป็นโรคเบาหวาน 10.6%
ขณะที่คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป บริโภคผักและผลไม้เฉลี่ยเพียง 373.69 กรัมต่อวัน และมีเพียง 36.5% ที่กินได้ถึงเกณฑ์วันละ 400 กรัม ส่วนการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงถึง 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน เกินคำแนะนำที่ไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมอย่างชัดเจน

สสส.จึงเดินหน้าขับเคลื่อนระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ ตั้งแต่การสร้างฐานข้อมูล พัฒนาต้นแบบ เชื่อมเครือข่าย ผลักดันนโยบาย ไปจนถึงสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงอาหารปลอดภัยและดีต่อสุขภาพได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันมีเครือข่ายปฏิบัติการครอบคลุม 36 จังหวัดใน 4 ภูมิภาค เชื่อมตั้งแต่แหล่งผลิต ตลาด โรงพยาบาล โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ไปจนถึงเครือข่ายผู้บริโภค
หนึ่งในตัวอย่างคือการยกระดับอาหารริมบาทวิถี หรือ Street Food ที่ สสส. ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และภาคีเครือข่าย ทดลองกับผู้ประกอบการ 432 ร้าน ใน 18 พื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงราย อุบลราชธานี และภูเก็ต เพื่อพัฒนามาตรฐานกลางด้านการผลิตและบริการอาหารที่นำไปใช้ได้จริง
ดร.นพ.ไพโรจน์ ระบุว่า เป้าหมายสำคัญไม่ได้อยู่แค่ทำให้อาหารหนึ่งจาน “ผ่านมาตรฐาน” แต่ต้องทำให้อาหารปลอดภัยและดีต่อสุขภาพกลายเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ เพราะท้ายที่สุด “Healthy Choice ต้องเป็น Easy Choice”

ขณะที่ น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า ความร่วมมือกับ สสส. กำลังยกระดับระบบเฝ้าระวังอาหารปลอดภัยให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยพัฒนาพื้นที่ต้นแบบใน นครสวรรค์ มหาสารคาม และยโสธร พร้อมสร้างหลักสูตร Citizen Science หรือ “นักสืบอาหาร” ให้ประชาชนสามารถตรวจจับความเสี่ยง สื่อสารข้อมูล และส่งต่อปัญหาไปยังหน่วยงานรัฐได้อย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ ยังพัฒนา Thai Rapid Alert System for Food Safety หรือ Thai-RASFS เพื่อเป็นระบบแจ้งเตือนความเสี่ยงด้านอาหารอย่างเร่งด่วน เชื่อมข้อมูลจากพื้นที่เข้าสู่หน่วยงานรับผิดชอบ ตั้งแต่การเตือนผู้บริโภค การติดตามแก้ไขปัญหา ไปจนถึงนำข้อมูลไปพัฒนามาตรการและนโยบายในอนาคต

เป้าหมายต่อไปคือผลักดัน Thai-RASFS ให้กลายเป็นกลไกแจ้งเตือนด้านความปลอดภัยอาหารระดับประเทศ เชื่อมภาครัฐ นักวิชาการ ภาคประชาชน และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน โดยให้ชุมชนไม่ใช่เพียง “ผู้รับข้อมูล” แต่เป็นหนึ่งในด่านสำคัญของระบบเฝ้าระวังอาหารตั้งแต่ต้นทางจนถึงจานของคนไทย


