‘ซีอาน’ รุกตลาดไทยผนึก กทม.หนุนท่องเที่ยว-วัฒนธรรม เปิดประตูสู่ ‘นครฉางอัน’

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เมืองซีอาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวร่วมกับประเทศไทย จัดงานประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเมืองซีอาน ภายใต้แนวคิด “เมืองโบราณพันปี…ยินดีต้อนรับสู่ฉางอัน” ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีนประจำประเทศไทย กรุงเทพมหานคร โดยมี นางเซียว ฉี รองนายกเทศมนตรีเมืองซีอาน เป็นผู้กล่าวเปิดงานและต้อนรับแขกผู้มีเกียรติจากทั้งสองประเทศ

นางเซียว ฉี กล่าวว่า กรุงเทพมหานครและเมืองซีอานต่างเป็นหมุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก โดยกรุงเทพฯ ถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการคมนาคมที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญบนเส้นทางสายไหมทางทะเลในศตวรรษที่ 21 ในขณะที่เมืองซีอาน หรือในอดีตคือ “นครฉางอัน” คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายไหมทางบก และเป็น 1 ใน 4 เมืองหลวงโบราณที่ยิ่งใหญ่ของโลก ซึ่งมีประวัติศาสตร์การสร้างเมืองยาวนานกว่า 3,100 ปี เคยเป็นเมืองหลวงของจีนมาก่อนเมื่อ 1,100 ปีที่แล้ว มีจุดมรดกโลกถึง 2 แห่ง (แบ่งเป็น 6 จุดย่อย เช่น สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้, เส้นทางสายไหม: เครือข่ายเส้นทางฉางอัน-ระเบียงเทียนซาน) และมีโบราณสถานต่าง ๆ รวมกว่า 3,246 แห่ง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างสองเมืองเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเปิดเส้นทางบินตรง การพัฒนาระบบบริการไกด์ภาษาจีน และความสะดวกในการชำระเงินผ่านระบบ UnionPay ทั่วกรุงเทพฯ ตลอดจนการเฉลิมฉลองเทศกาลสำคัญร่วมกัน เช่น เทศกาลตรุษจีนและสงกรานต์ ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นตามคำกล่าวที่ว่า “จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”

สำหรับ ไฮไลต์สำคัญของงานในครั้งนี้ มีการนำชุดการแสดงสุดพิเศษบินตรงมาจากประเทศจีน อาทิ การแสดงงิ้วฉินเชียง (Qinqiang Opera) ชุด “บุปผาในศาลาแก้ว”, การแสดงเครื่องดนตรีพื้นเมือง, การแสดงเปลี่ยนหน้ากาก ตลอดจนการประกาศนโยบายการท่องเที่ยวเข้าเมืองล่าสุดของซีอาน

ในช่วงท้าย รองนายกเทศมนตรีเมืองซีอานได้กล่าวเชิญชวนประชาชนชาวไทยและชาวกรุงเทพฯ ให้เดินทางไปเยือนเมืองซีอาน เพื่อสัมผัสบรรยากาศความยิ่งใหญ่ของเมืองโบราณ เดินชมกำแพงเมืองโบราณ ฟังเสียงระฆังจากหอกลอง และสัมผัสความอบอุ่นจริงใจของชาวซีอาน โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวัฒนธรรมและความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นสะพานเชื่อมโยงในการเขียนบันทึกหน้าใหม่ของมิตรภาพไทย-จีน ให้ยั่งยืนสืบไป