พลิกชีวิตชาวปกาเกอะญอ! ปลูกสวนผักอินทรีย์หยุดเผาป่ากู้ผืนดินแม่ฮ่องสอน

ที่บ้านหนองเขียว ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน วันนี้ไม่ได้เป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ บนพื้นที่สูงของชาวปกาเกอะญออีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาพื้นที่สูงที่สามารถแก้ปัญหาความยากจน ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า จังหวัดให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจนควบคู่กับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ โดยบ้านหนองเขียวถือเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายสำคัญที่ผลักดันการพัฒนาอย่างต่อเนื่องร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส.

การทำงานร่วมกันครั้งนี้ได้นำองค์ความรู้จากโครงการหลวงมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชน ทั้งด้านการวางแผนการใช้ที่ดิน การพัฒนาแหล่งน้ำ การปรับระบบการผลิต และการสร้างอาชีพทางเลือกที่เหมาะสมกับพื้นที่ ส่งผลให้ชุมชนมีรายได้มั่นคงมากขึ้น ขณะเดียวกันยังสามารถดูแลผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน

ก่อนเริ่มโครงการ ชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกพืชไร่และทำไร่หมุนเวียน มีรายได้ไม่เพียงพอ ขาดอาชีพทางเลือก และไม่มีการวางแผนใช้พื้นที่เกษตรอย่างชัดเจน แม้จะมีต้นทุนน้ำที่ดี แต่ยังขาดระบบบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำในบางช่วงของปี

ในปี 2566 สวพส. และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ร่วมกันสำรวจข้อมูลครัวเรือนและจัดทำแผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดินรายแปลง เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่ ก่อนนำข้อมูลไปจัดทำแผนชุมชนและ Master Plan ร่วมกับชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยโป่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นกรอบพัฒนาพื้นที่ไปในทิศทางเดียวกัน

นายเดชธพล กล่อมจอหอ นักวิชาการส่งเสริมและพัฒนา สวพส. กล่าวว่า สวพส. ได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์จากโครงการหลวงมาขยายผลอย่างเป็นระบบ ทั้งการวางแผนการใช้ที่ดิน การพัฒนาแหล่งน้ำ การปรับระบบเกษตร การส่งเสริมพืชทางเลือก การผลิตพืชคุณภาพที่มีตลาดรองรับ รวมถึงการรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อให้ชุมชนสามารถพัฒนาอาชีพและดูแลทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กันไปได้

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากเกษตรกรรุ่นแรกจำนวน 15 ครอบครัว ที่เข้าร่วมโครงการปลูกผักอินทรีย์ โดย สวพส. ได้พาไปศึกษาดูงาน อบรมให้ความรู้ และคัดเลือกผู้ที่มีความพร้อมจริงเข้าร่วมโครงการ

จากเดิมการปลูกข้าวโพดสร้างรายได้เพียง 3-4 หมื่นบาทต่อครอบครัวต่อปี แต่เมื่อปรับมาปลูกผักอินทรีย์ในแปลงรวม ซึ่งจัดสรรให้ครอบครัวละ 2 โรงเรือน พร้อมวางแผนการผลิตอย่างเป็นระบบ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เข้ามาทุกสัปดาห์

ปัจจุบันโรงเรือนทั้ง 30 หลังสามารถสร้างรายได้รวมปีละ 1.5-1.7 ล้านบาท โดยปลูกได้ถึง 9 รอบต่อปี เฉลี่ยแล้วเกษตรกรทั้ง 15 ครอบครัวมีรายได้ครอบครัวละกว่า 100,000 บาทต่อปี ทั้งที่ใช้พื้นที่เพียง 6.5 ไร่ แต่สามารถสร้างมูลค่าเทียบเท่าการปลูกข้าวโพดกว่า 500 ไร่ เนื่องจากข้าวโพดให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 5,000 บาทต่อไร่

หลังประสบความสำเร็จ ชาวบ้านได้ต่อยอดไปสู่การปลูกข้าวโพดหวาน เสาวรส อะโวคาโด และกาแฟ เพื่อสร้างรายได้ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ทำให้ปัจจุบันเกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยปีละ 150,000-200,000 บาทต่อครอบครัว สามารถรองรับค่าใช้จ่ายของครอบครัวและสร้างความมั่นคงในอนาคตได้

ที่สำคัญ การเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดไปสู่การปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น ยังช่วยลดการเผาป่า ลดการใช้สารเคมี และไม่รบกวนสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการส่งเกษตรกรบ้านหนองเขียว 2 คน เข้าร่วมกิจกรรมนักพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน (นพส.) รุ่นที่ 2 ของ สวพส. ก่อนนำความรู้กลับมาถ่ายทอดต่อจนเกิดการขยายผลอย่างต่อเนื่อง

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาพื้นที่ได้ขยายจากจุดเริ่มต้นเพียง 2 คน ไปสู่ 6 กลุ่มบ้าน ครอบคลุม 138 ครอบครัว ที่ร่วมกันปรับเปลี่ยนระบบการผลิตไปสู่เกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการเผา ลดการใช้สารเคมี และใช้พื้นที่เกษตรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ปัจจุบันบ้านหนองเขียวมีผลผลิตสำคัญ ได้แก่ ผักอินทรีย์ อะโวคาโด เสาวรสหวาน ถั่วลายเสือ มะม่วง กาแฟ และฟักทองญี่ปุ่น พร้อมพัฒนากลไกการรวมกลุ่มผ่าน “กลุ่มเตรียมสหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงหนองเขียว” ที่มีสมาชิกกว่า 57 ราย ทำหน้าที่รวบรวมผลผลิต จัดหาปัจจัยการผลิต และส่งเสริมการออมของสมาชิก

ตัวแทนเกษตรกรบ้านหนองเขียว กล่าวว่า การรวมตัวกันทำให้ชาวบ้านสามารถวางแผนการผลิตร่วมกัน จากเดิมต่างคนต่างปลูก ต่างคนต่างขาย ปัจจุบันมีการรวบรวมและคัดคุณภาพผลผลิตร่วมกัน ทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรในการประกอบอาชีพบนพื้นที่ของตนเอง

จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง บ้านหนองเขียวสามารถสร้างรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรรวมกว่า 2.4 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากไม้ผลและกาแฟที่ส่งเสริมไว้เริ่มให้ผลผลิตมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ บ้านหนองเขียวจึงไม่ได้เป็นเพียงชุมชนบนดอยอีกต่อไป แต่กลายเป็น “ต้นแบบแห่งการเปลี่ยนผ่าน” จากไร่ข้าวโพดสู่เกษตรสีเขียว ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาความยากจนและการรักษาผืนป่าสามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน

ข่าว/ภาพ : นายทศพล บุญพัฒน์ ผู้สื่อข่าวจังหวัดแม่ฮ่องสอน