
มหาดไทยจับมือกระทรวงยุติธรรม ยกระดับเฝ้าระวังผู้พ้นโทษทั่วประเทศ หลังเหตุสะเทือนขวัญหลายพื้นที่ พบข้อมูลเบื้องต้นบางรายยังวนเวียนพัวพันยาเสพติด สั่งคุมเข้มรายบุคคลก่อนเกิดเหตุซ้ำ
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการประชุมซักซ้อมแนวทางการเฝ้าระวังผู้พ้นโทษในระดับพื้นที่ เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ หลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญในหลายพื้นที่ ซึ่งสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การประชุมมี นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ นายยงยุทธ ชื้นประดิษฐ์ ที่ปรึกษากฎหมาย กระทรวงมหาดไทย ร.ต.ต.สิงห์คำ คำยอด ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และนายอำเภอทั่วประเทศ ร่วมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์
นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า การเฝ้าระวังผู้พ้นโทษถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเหตุสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นทั้งในจังหวัดอุทัยธานีและชลบุรี เป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนปัญหาการกระทำความผิดซ้ำ และย้ำชัดว่า “ไม่สามารถรอช้าได้อีกต่อไป” ต้องเร่งแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติทันที

หัวใจสำคัญคือการบูรณาการข้อมูลระหว่างฝ่ายปกครอง ตำรวจ และหน่วยงานกระทรวงยุติธรรมอย่างไร้รอยต่อ โดยให้พื้นที่นำรายชื่อกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับไปตรวจสอบอย่างละเอียด ประเมินระดับความเสี่ยงเป็นรายบุคคล และติดตามพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับยาเสพติด
นายเจเศรษฐ์ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลด้านการข่าวของฝ่ายปกครองในกลุ่มตัวอย่างหลักร้อยราย เบื้องต้นพบว่า ผู้พ้นโทษบางส่วนยังคงเข้าไปพัวพันกับยาเสพติด จึงจำเป็นต้องเร่งจัดทำฐานข้อมูลและจำแนกพฤติการณ์ให้ละเอียด เพื่อปิดช่องความเสี่ยงก่อนจะนำไปสู่การก่อเหตุซ้ำ

พร้อมกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศให้คัดเลือกเจ้าหน้าที่ที่มีความพร้อมและเข้าใจภารกิจเข้ามารับผิดชอบโดยตรง โดยต้องทำงานเชิงลึกแบบ “Case by Case” ไม่ใช่เพียงประชุมรับนโยบายหรือทำเอกสารตามขั้นตอนเท่านั้น
“บทบาทสำคัญที่สุดของพวกเราคือการปกป้องคุ้มครองประชาชนผู้บริสุทธิ์ และรักษาสังคมให้สงบเรียบร้อยและปลอดภัย” นายเจเศรษฐ์กล่าว พร้อมย้ำว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็นแนวทางใหม่ที่ต้องอาศัยการคัดกรอง เฝ้าระวัง และจำกัดความเสี่ยงอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ หากพื้นที่พบอุปสรรคหรือกรณีที่เกินกว่ากลไกอำนาจตามปกติ รวมถึงเหตุที่จำเป็นต้องลงพื้นที่แก้ไขเป็นกรณีพิเศษ สามารถประสานมายังฝ่ายบริหารได้โดยตรง โดยรัฐบาลมี ชุดปฏิบัติการพิเศษ พร้อมเข้าสนับสนุนการทำงาน เพื่อให้การป้องกันเหตุและรักษาความปลอดภัยของประชาชนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
