
สสส.จับมือ 7 มหาวิทยาลัย เปิดเวที “Learn Show Grow Connect” ปลุกพลังผู้ประกอบการทางสังคม รับมือสังคมสูงวัย เด็กพัฒนาการล่าช้า สุขภาพจิต และ NCDs ที่คร่าชีวิตคนไทยปีละ 4 แสนราย
ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเครือข่ายสถาบันการศึกษา 6 แห่ง จัดงาน “Learn Show Grow Connect : เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้โครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการทางสังคม” เชื่อมเครือข่ายศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการทางสังคม เพื่อร่วมรับมือปัญหาสุขภาวะไทยที่กำลังทวีความซับซ้อน ภายใต้แนวคิด “Thailand Needs a Social Impact Reboot”

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงระบบหลายด้าน โดยประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 28% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่จำนวนวัยแรงงานลดลง ทำให้ประเทศต้องเร่งวางระบบรองรับการดูแลผู้สูงอายุอย่างจริงจัง
ขณะเดียวกัน ปัญหาเด็กและเยาวชนยังน่าห่วง ข้อมูลการสำรวจพัฒนาการเด็กปฐมวัยไทย ปี 2564 พบว่า เด็กปฐมวัยประมาณ 30% มีพัฒนาการล่าช้า โดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งการเลี้ยงดู ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และการเข้าถึงบริการสุขภาพและสวัสดิการสังคม

ด้านสุขภาพจิต สถานการณ์ในกลุ่มเด็กและเยาวชนมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs คร่าชีวิตคนไทยราว 4 แสนคนต่อปี คิดเป็นประมาณ 75% ของการเสียชีวิตทั้งหมด สะท้อนชัดว่าปัญหาสุขภาวะยุคใหม่ไม่สามารถแก้ด้วยวิธีเดิม หรือฝากความหวังไว้กับภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว
นพ.พงศ์เทพ กล่าวว่า สสส.จึงมุ่งสร้างระบบที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมและดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมแก้ปัญหา โดยในปี 2568 ได้ส่งเสริมและบ่มเพาะผู้ประกอบการทางสังคมจำนวน 48 กิจการ เพื่อพัฒนาโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ปัญหาสังคมและสุขภาวะ มีประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 2,000 คนทั่วประเทศ
ผลจากการดำเนินงานช่วยสร้างงานให้คนพิการ เพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ สนับสนุนเกษตรกรเปลี่ยนเข้าสู่เกษตรอินทรีย์ ลดต้นทุนจากสารเคมี รวมถึงช่วยเหลือสตรีที่เผชิญความรุนแรง และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะชีวิตตามวัย

สำหรับเวที “Learn Show Grow Connect” มีเป้าหมายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ถอดบทเรียนการดำเนินงานของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการทางสังคม เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ประกอบการ ที่ปรึกษา และภาคีเครือข่าย รวมถึงเชื่อมโยงผลงานเข้าสู่ตลาดและเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ
ผู้จัดการกองทุน สสส. ระบุว่า หากประเทศไทยสามารถสร้างระบบสนับสนุนผู้ประกอบการทางสังคมอย่างต่อเนื่อง จะเป็นอีกกำลังสำคัญในการรับมือปัญหาสุขภาวะและความเหลื่อมล้ำ พร้อมผลักดันไทยสู่การเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านการสร้างผลกระทบทางสังคมของภูมิภาค

ด้าน ดร.ศิญาณี หิรัญสาลี รองคณบดีฝ่ายบริหารและวางแผน วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การบ่มเพาะผู้ประกอบการทางสังคมเป็นการนำกลไกธุรกิจเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสาธารณะ โดยความร่วมมือของ สสส. สถาบันการศึกษา และภาคีเครือข่าย จะช่วยให้กิจการสามารถสร้างผลลัพธ์ทางสังคมควบคู่กับการพึ่งพาตัวเองทางการเงิน ไม่ต้องมุ่งแสวงหากำไรเพียงอย่างเดียว
หนึ่งในตัวอย่างคือ วิสาหกิจชุมชนแสนบุญ อ.แซงบาดาล จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งนายจิรภัทร คาดีวี กล่าวว่า ได้นำแนวคิด “เกษตรอินทรีย์วิถีวิทยาศาสตร์” ผสมผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อลดการใช้ยาและสารเคมี ยกระดับการปลูกสมุนไพร และเปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบไปสู่การแปรรูปในโรงงานมาตรฐาน GMP พร้อมสร้างแบรนด์ของตัวเอง

โมเดลดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มมูลค่าผลผลิต แต่ยังสร้างงานให้ผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบาง และเด็กนักเรียนในพื้นที่ ช่วยให้มีรายได้และคุณภาพชีวิตดีขึ้น พร้อมสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่กลับมาพัฒนาบ้านเกิด
จากการทำเกษตรเพื่อความอยู่รอด จึงถูกต่อยอดเป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่พยายามสร้างทั้งรายได้ สุขภาพ และโอกาสไปพร้อมกัน ภายใต้เป้าหมายสำคัญคือ เปลี่ยนสังคมที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ ให้กลายเป็นสังคมที่ทุกคนมีโอกาสยืนได้ด้วยตัวเอง

