
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่หอศิลป์จำปาศรี สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีการจัดพิธีมอบรางวัล “นาคราช” งานเชิดชูเกียรติศิลปินพื้นบ้านอีสานและผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม ประจำปี 2569 โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธี ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจของผู้ได้รับการยกย่องจากทั่วภูมิภาค
รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงอุปถัมภ์ศิลปวัฒนธรรมไทย เนื่องในวันศิลปินแห่งชาติ พร้อมยกย่องศิลปินพื้นบ้านอีสานและผู้สร้างคุณูปการด้านวัฒนธรรม ตลอดจนส่งเสริมการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่คู่สังคมไทย

สำหรับปี 2569 มีผู้ได้รับรางวัล “นาคราช” รวมทั้งสิ้น 15 คน แบ่งเป็นศิลปินพื้นบ้านอีสาน 12 คน ครอบคลุมสาขาทัศนศิลป์ ดนตรี นาฏกรรม ภาษาและวรรณกรรม และศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน อีก 3 คน เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมในสาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม ศาสนาและประเพณี รวมถึงสาขาอาหารและโภชนาการ เพื่อเชิดชูผู้สร้างคุณูปการและสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ร่วมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ
หนึ่งในผู้ได้รับรางวัลที่ได้รับความสนใจคือ นางสาวพันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมท่องเที่ยวเขาใหญ่ และผู้ก่อตั้งร้านอาหาร “เป็นลาว” ซึ่งได้รับรางวัลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม สาขาอาหารและโภชนาการ

นางสาวพันชนะ เปิดเผยด้วยความปลาบปลื้มว่า การได้รับรางวัล “นาคราช” ถือเป็นเกียรติสูงสุดและเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ไม่ใช่เฉพาะในฐานะผู้ก่อตั้งร้าน “เป็นลาว” แต่ยังเป็นตัวแทนของคนอีสานที่เชื่อมั่นใน “พลังลาว-พลังอีสาน” ซึ่งสะท้อนถึงความขยัน อดทน และความสามารถของชาวอีสานที่เดินทางไปสร้างชีวิตและสร้างโอกาสในทุกพื้นที่ทั่วโลก
ทั้งนี้ ไม่ว่าคนอีสานจะเดินทางไปที่ใด วัฒนธรรมการกินก็จะติดตามไปด้วย ทำให้อาหารอีสาน โดยเฉพาะ “ส้มตำ” และ “ปลาร้า” กลายเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ จนกลายเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลก

นางสาวพันชนะ ยังกล่าวด้วยว่า รางวัลที่ได้รับมีคุณค่ามาก เพราะสะท้อนว่ามีผู้มองเห็นความตั้งใจและคุณค่าของการทำงานอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นกำลังใจสำคัญให้เดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานต่อไป พร้อมขอมอบรางวัลนี้ให้กับทีมงานร้าน “เป็นลาว” ทุกคน ซึ่งอยู่เบื้องหลังความสำเร็จมาตลอด
“นี่ไม่ใช่ความสำเร็จของคนคนเดียว แต่เป็นความสำเร็จของทุกคนที่ร่วมกันผลักดันให้อาหารอีสานไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหาร แต่เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่วัฒนธรรมที่พวกเราภาคภูมิใจไปสู่ผู้คนทั่วโลก” นางสาวพันชนะ กล่าว

ปัจจุบันร้าน “เป็นลาว” ขยายสาขาแล้ว 8 แห่ง มีพนักงานมากกว่า 200 คน และอีกหนึ่งความภาคภูมิใจ คือ การนำอาหารอีสานเข้าไปเสิร์ฟในงานแข่งขันรถยนต์สูตรหนึ่ง (F1) ที่ประเทศสิงคโปร์ ผ่านร้าน “อันหยังก็ได้” ซึ่งนับเป็นเวทีระดับโลกที่ช่วยเปิดโอกาสให้อาหารอีสานเป็นที่รู้จักในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม นางสาวพันชนะ มองว่า แม้ผู้คนทั่วโลกจะรู้จักอาหารอีสานเป็นอย่างดี แต่คำว่า “อีสาน” ยังไม่เป็นที่เข้าใจในระดับสากล จึงจำเป็นต้องสร้างการรับรู้ให้ชัดเจนมากขึ้น โดยอธิบายว่า “อีสาน” คือชื่อเรียกภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เปรียบเสมือนชื่อเล่นที่คนไทยคุ้นเคย

นางสาวพันชนะ เสนอว่า การผลักดันอัตลักษณ์อีสานสู่เวทีโลก ควรใช้ทุนทางวัฒนธรรมทั้งอาหาร ดนตรี ผ้าทอ และแนวคิด “Plateau” หรือ “ที่ราบสูง” มาร่วมสื่อสาร เพื่อสร้างแบรนด์ “อีสาน” ให้แข็งแรงและเป็นที่จดจำในระดับนานาชาติ พร้อมย้ำว่า อาหารอีสานมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นซอฟต์พาวเวอร์สำคัญของประเทศไทย หากได้รับการสื่อสารและพัฒนาอย่างเป็นระบบ

