
รัฐสภาจับมือ สสส. ประกาศเดินหน้าสู่องค์กรสุขภาวะอย่างยั่งยืน หลังดัชนีความสุขบุคลากร 2,800 คน เพิ่มจาก 72.5% เป็น 80.2% พร้อมส่งต่อโมเดลให้หน่วยงานทั่วประเทศ
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผนึกสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และภาคีเครือข่าย จัดงาน “เวทีสรุปบทเรียนและสานพลังสู่รัฐสภาองค์กรสุขภาวะ” ภายใต้โครงการรัฐสภาร่วมใจรวมพลังสร้างสุขฯ เปิดผลสำเร็จการยกระดับคุณภาพชีวิตบุคลากร พร้อมประกาศเจตนารมณ์ผลักดันรัฐสภาไทยสู่การเป็นองค์กรสุขภาวะอย่างยั่งยืน

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า รัฐสภาให้ความสำคัญกับสุขภาพของข้าราชการและพนักงาน เพราะเมื่อคนทำงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ย่อมสามารถปฏิบัติหน้าที่และให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ตลอดช่วงที่ผ่านมา รัฐสภาได้นำแนวคิดองค์กรสุขภาวะ หรือ Happy Workplace ของ สสส. มาใช้พัฒนาบุคลากร สร้างสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมองค์กรที่ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ ครอบคลุมทั้ง 4 มิติ ได้แก่ กาย ใจ ปัญญา และสังคม

ผลสำรวจดัชนีสุขภาวะโดยรวม หรือ Healthy Parliament Index จากข้าราชการและพนักงานรัฐสภา 2,800 คน ภายใต้กรอบความสุข 8 ประการ พบว่า ดัชนีสุขภาวะที่ดีเพิ่มจาก 72.5% ในปี 2566 เป็น 80.2% ในปี 2568 สะท้อนว่าการสร้างสุขในที่ทำงานสามารถเปลี่ยนแปลงทั้งพฤติกรรมสุขภาพ ความสัมพันธ์ทางสังคม และการเรียนรู้ของบุคลากรได้จริง
นายโสภณระบุว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะร่วมกับ สสส. เดินหน้าสร้างองค์กรสุขภาวะภายใต้แนวคิด “สุขกาย สบายใจ ไร้หนี้ ชีวีมีสุข” เพื่อให้สถานที่ทำงานไม่ใช่เพียงพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่ แต่เป็นองค์กรที่ดูแลทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร


ด้านนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า หมุดหมายสำคัญของงานครั้งนี้ คือการเผยแพร่ “โมเดลต้นแบบการเป็นรัฐสภาองค์กรสุขภาวะ” ให้หน่วยงานต่าง ๆ นำไปปรับใช้ โดยหัวใจสำคัญคือการเชื่อมโยงคน กลไก ระบบ และสภาพแวดล้อมเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา กำหนดเป้าหมาย ออกแบบมาตรการ ขับเคลื่อนผ่านเครือข่าย ไปจนถึงติดตามผลและถอดบทเรียน
ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี สสส. ได้ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เปลี่ยนการดูแลสุขภาพจากกิจกรรมเป็นครั้งคราว ไปสู่การบริหารจัดการสุขภาวะเชิงระบบ

ระยะแรกในปี 2560–2562 มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนงานสุขภาพ พร้อมออกนโยบายและมาตรการดูแลบุคลากรทั้ง 4 มิติ ต่อมาในปี 2563–2566 ได้จัดทำฐานข้อมูลสุขภาพ ระบบเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง และพัฒนา Line OA Parliament Health รวมถึงจัดทำแผนเสริมสร้างความผาสุกและความผูกพันระยะ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2566–2570
ส่วนระยะปี 2567–2569 เริ่มเห็นผลลัพธ์ด้านสุขภาพอย่างชัดเจน โดยบุคลากรที่มีค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI ผิดปกติ ลดจาก 67.50% ในปี 2566 เหลือ 60.50% ในปี 2568 ขณะที่ภาวะไขมันในเลือดสูงลดจาก 71.10% เหลือ 62.80%

ด้านสุขภาพจิต จากการประเมิน Mental Health Check-In บุคลากร 1,399 คน พบว่าผู้มีความสุขในการทำงานเพิ่มจาก 71.28% เป็น 82.09% ในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ ยังสร้าง “นักสร้างสุของค์กร” 53 คน และผู้นำสุขภาวะระดับวิทยากรอีก 25 คน พร้อมพัฒนาสภาพแวดล้อมอย่าง Healthy Canteen และ Healthy Meeting
ดร.ประกาศิตย้ำว่า สสส. พร้อมถอดบทเรียนความสำเร็จของรัฐสภาเป็นองค์ความรู้และโมเดลสำหรับองค์กรอื่น โดยเน้นการวางระบบข้อมูล การสร้างผู้นำสุขภาวะ การจัดสภาพแวดล้อมที่ดี และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนการสร้างเสริมสุขภาพจากกิจกรรมชั่วครั้งชั่วคราว ให้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง


