
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยในโอกาสที่ธนาคารเตรียมเปิดดำเนินงานอย่างเป็นทางการครบ 32 ปี ก้าวสู่ปีที่ 33 ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้ ณ สำนักงานใหญ่ EXIM BANK เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยภายนอก แต่สะท้อนถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ SMEs ที่ยังขาดเครื่องมือและองค์ความรู้ในการรับมือกับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงประเทศคู่ค้า และความเสี่ยงผู้ซื้อ
ด้วยบริบทดังกล่าว EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง จึงปรับบทบาทเชิงรุก มุ่งสู่การเป็น “Export Co-pilot” หรือผู้ช่วยนำทางการส่งออก ที่เข้าใจทิศทางการค้าโลกและยืนเคียงข้างผู้ส่งออกไทยในทุกจังหวะของธุรกิจ ตั้งแต่การให้คำปรึกษา เสริมองค์ความรู้ เติมสภาพคล่อง ไปจนถึงการจัดหาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอย่างครบวงจร

นายชลัชระบุว่า ในปี 2569 ธนาคารจะเน้นการสร้าง “เกราะป้องกันความเสี่ยง” ให้ผู้ประกอบการ ผ่านแพ็กเกจสินเชื่อควบคู่บริการประกันการส่งออก และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อช่วยลดความไม่แน่นอน เสริมสภาพคล่อง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในตลาดโลก โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่ม SMEs ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจประเทศ
พร้อมกันนี้ EXIM BANK ยังเดินหน้ายกเครื่องกระบวนการทำงานขององค์กร ภายใต้ยุทธศาสตร์ “S-M-A-R-T” ประกอบด้วย SME Export Grooming การยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่สากล, Market Expansion การเปิดตลาดและโอกาสทางการค้าใหม่, Advocacy & Sustainability การผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน, Revamp Digital Systems การพัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรมรองรับการขยายธุรกิจ และ Teamwork Spirits การสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบ EXIM One Team

เป้าหมายสำคัญคือการขับเคลื่อนภาคธุรกิจ องค์กร และเศรษฐกิจไทย ให้สามารถยืนหยัดและเติบโตท่ามกลางโลกการค้าที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว พร้อมเชื่อมโยงการเติบโตของประเทศเข้ากับความยั่งยืนในระดับสากล
