
ไทยเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของโครงสร้างประชากร เมื่ออัตราการเกิดลดต่ำกว่า 1 คนต่อหญิง 1 คน ขณะที่สังคมกำลังก้าวสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และความไม่มั่นคงในการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ จนกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งหาทางออก
กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNFPA Thailand) ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดกิจกรรมเนื่องในวันประชากรโลก ประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “เติมเต็มความหวังและความฝันของเยาวชน เพื่อวันนี้และอนาคต : เสริมพลังทุกวัย เพื่ออนาคตไทยที่ยั่งยืน ภายใต้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร” ณ อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน หน่วยงานสหประชาชาติ เครือข่ายเยาวชน สื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคตของประเทศไทย

เวทีดังกล่าวสะท้อนว่า วาระด้านประชากรในปัจจุบันไม่ควรถูกมองผ่าน “ตัวเลข” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับ ความหวัง สิทธิ ทางเลือก และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของประชาชนทุกช่วงวัย
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งสำคัญ ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ขณะที่อัตราการเจริญพันธุ์ลดต่ำกว่าระดับทดแทน และปัจจุบันต่ำกว่า 1.0 โดยคนรุ่นใหม่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่พุ่งสูง ความไม่มั่นคงด้านอาชีพ ความกังวลเรื่องที่อยู่อาศัย ภาระดูแลครอบครัวที่ยังไม่สมดุล รวมถึงค่านิยมเกี่ยวกับความสัมพันธ์และการสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป

ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อการตัดสินใจมีบุตร แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน ระบบการดูแล และคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ
ดร.จูลิตตา โอนาบันโจ ผู้อำนวยการ UNFPA ประจำประเทศไทย และผู้แทน UNFPA ประจำประเทศมาเลเซีย กล่าวผ่านวิดีโอเปิดงานว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนผ่านจาก “ความวิตกกังวลทางประชากร” ไปสู่ “ความรอบรู้และศักยภาพทางประชากร” โดยใช้องค์ความรู้และข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐานในการกำหนดนโยบาย

พร้อมเสนอแนวทางสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ การลงทุนในเยาวชนและสุขภาวะ การสร้างระบบสนับสนุนครอบครัวที่ครอบคลุมและลดภาระของผู้หญิง การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัย และการผลักดันนโยบายที่คุ้มครองสิทธิ เสรีภาพในการตัดสินใจ และความเท่าเทียมของประชาชนตลอดช่วงชีวิต
ด้าน นางสาวสิริลักษณ์ เชียงว่อง หัวหน้าสำนักงาน UNFPA Thailand กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไม่ใช่เพียงเรื่องของสถิติ แต่เป็นเรื่องของ ความหวัง ศักดิ์ศรี และโอกาสของผู้คน
แม้อัตราการเกิดของไทยจะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนรุ่นใหม่ไม่ต้องการมีครอบครัว ตรงกันข้าม คนจำนวนมากยังคงมีความฝันที่จะมีงานที่มั่นคง มีชีวิตคู่ และมีอนาคตที่ดี เพียงแต่ถูกจำกัดด้วยภาวะเศรษฐกิจ ภาระการดูแลครอบครัว ความเหลื่อมล้ำทางเพศ และข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการที่จำเป็น

นางสาวสิริลักษณ์ ระบุว่า ความรับผิดชอบของทุกภาคส่วน คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คนรุ่นใหม่สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของตนเองได้อย่างมีข้อมูล ผ่านการลงทุนในนโยบายที่ตั้งอยู่บนฐานของสิทธิ การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ ความเท่าเทียมทางเพศ สถานที่ทำงานที่เป็นมิตรต่อครอบครัว ระบบการดูแลที่ครอบคลุม และการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการเสวนา “การเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร กรอบการพัฒนาตลอดช่วงชีวิตและการเกื้อกูลระหว่างรุ่น” โดยมีผู้แทนจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กรมอนามัย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมนักประชากรไทย ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม องค์กรคนพิการ และสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง

ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่า การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรจะสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านข้อมูลเชิงประจักษ์ นโยบายสาธารณะ ระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุข การดูแลผู้สูงอายุ การส่งเสริมความครอบคลุม ตลอดจนการเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้ามามีบทบาทในการกำหนดอนาคตประเทศ
ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า มหาวิทยาลัยต้องทำหน้าที่ช่วยให้สังคมเข้าใจความเปลี่ยนแปลงก่อนที่ปัญหาจะลุกลามเป็นวิกฤต พร้อมพัฒนาศักยภาพของคนทุกช่วงวัย สร้างความเข้าใจระหว่างคนต่างรุ่น และเตรียมประชาชนให้สามารถใช้เทคโนโลยีควบคู่กับการรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ช่วงท้ายของงาน UNFPA Thailand ได้เรียกร้องให้ประเทศไทยขับเคลื่อนการรับมือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรด้วยแนวคิด “Whole-of-Society Approach” หรือการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ผ่านการลงทุนในเยาวชน การสนับสนุนครอบครัว การพัฒนาระบบการดูแล การส่งเสริมการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ความเท่าเทียมทางเพศ การสร้างความครอบคลุมสำหรับคนพิการ และการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยมีบทบาทในการพัฒนาประเทศ
พร้อมย้ำว่า อนาคตประชากรไทยจะไม่ได้ถูกกำหนดด้วยตัวเลขการเกิดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนทุกคนจะสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความหวัง มีศักดิ์ศรี มีความมั่นคง และมีทางเลือกในการกำหนดอนาคตของตนเองได้มากเพียงใด

