คนจนมีสิทธิไหมค่ะ : ความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของระบบพิสูจน์สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่

บทความพิเศษ โดย ดร.ปัญจเดช สิงห์โท นักวิชาการอิสระ

โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย ลดภาระค่าครองชีพ และสร้างหลักประกันขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิต จึงนับเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐในการลดความเหลื่อมล้ำและคุ้มครองประชาชนกลุ่มเปราะบาง

แต่เมื่อพิจารณาจากปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต้องกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ระบบพิสูจน์สิทธิของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกำลังเผชิญกับ “ความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการแยกแยะว่าใครคือคนจนจริง”

ความล้มเหลวดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าโครงการไม่มีประโยชน์ หรือประชาชนไม่ควรได้รับความช่วยเหลือ ตรงกันข้าม ยิ่งรัฐประกาศว่าจะช่วยคนจนมากเท่าไร รัฐก็ยิ่งมีหน้าที่ต้องออกแบบระบบที่สามารถค้นหาและเข้าถึงคนจนได้อย่างแม่นยำ เป็นธรรม และมีศักดิ์ศรีมากเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการที่ผ่านมากลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องในสองด้าน ด้านแรกคือ “การรั่วไหล” ผู้ที่ไม่ได้มีฐานะยากจนหรือไม่ได้เดือดร้อนอย่างแท้จริงกลับผ่านการตรวจสอบและได้รับสิทธิ ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือ “การตกหล่น” ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง แรงงานนอกระบบ ผู้ไม่มีรายได้ประจำ และประชาชนในพื้นที่ห่างไกลกลับไม่ผ่านเกณฑ์ หรือเข้าไม่ถึงแม้แต่กระบวนการลงทะเบียน

เมื่อคนไม่จนได้รับสิทธิ แต่คนจนจริงกลับถูกปฏิเสธ นี่ไม่ใช่เพียงข้อผิดพลาดทางเทคนิค หากเป็นความล้มเหลวในระดับหลักคิดของนโยบาย เพราะเงินทุกบาทที่รั่วไหลไปยังผู้ไม่สมควรได้รับสิทธิ ย่อมหมายถึงโอกาสที่ถูกพรากไปจากผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้ ผู้พิการที่ต้องมีค่าใช้จ่ายประจำ หรือครอบครัวที่กำลังเลือกระหว่างการซื้ออาหารประทังชีวิตกับการซื้อยา

ในการลงทะเบียนรอบปี 2569 กระทรวงการคลังกำหนดให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการรอบใหม่ต้องลงทะเบียนยืนยันสิทธิอีกครั้ง เพื่อรับการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ใหม่ โดยเปิดช่องทางทั้งเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ตู้เอทีเอ็ม และหน่วยรับลงทะเบียนของธนาคารรัฐ

แม้รัฐจะอธิบายว่าการลงทะเบียนใหม่มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลและเพิ่มความแม่นยำ แต่ในอีกมุมหนึ่ง การบังคับให้ประชาชนผู้เปราะบางกลับมาพิสูจน์ตนเองใหม่ทั้งหมด เท่ากับรัฐย้ายภาระจากหน่วยงานราชการไปวางไว้บนบ่าของคนจน

คนที่มีโทรศัพท์ มีอินเทอร์เน็ต อ่านหนังสือได้ และเดินทางสะดวก อาจมองว่าการลงทะเบียนเป็นเรื่องง่าย แต่สำหรับผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพัง คนพิการ คนไร้บ้าน หรือประชาชนบนพื้นที่สูง คำว่า “ลงทะเบียนออนไลน์” อาจหมายถึงกำแพงที่ไม่มีทางปีนข้ามได้

ข้อมูลการสำรวจเชิงพื้นที่ยืนยันปัญหานี้อย่างชัดเจน โดยพบประชาชนที่อาจตกหล่นจากระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถึง 2,294,909 คน สาเหตุสำคัญมาจากการที่กลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนในพื้นที่ห่างไกลไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการลงทะเบียนได้ตามปกติ

ตัวเลขกว่า 2.29 ล้านคนไม่ควรถูกลดทอนให้เป็นเพียง “ข้อมูลที่รอการตรวจสอบ” เพราะเบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้นคือประชาชนที่อาจไม่มีเงินซื้ออาหาร ไม่มีค่าเดินทางไปโรงพยาบาล หรือไม่มีลูกหลานพาไปลงทะเบียน

ข้อเท็จจริงนี้สอดคล้องกับงานวิจัยระดับปริญญาเอกของผู้เขียน เรื่อง “การพัฒนานวัตกรรมเชิงนโยบายการคุ้มครองทางสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาคนจน” ซึ่งพบปรากฏการณ์สำคัญว่า “คนจนจริงเข้าไม่ถึง แต่คนที่มีฐานะดีกว่าบางส่วนกลับได้รับสิทธิ”

งานวิจัยดังกล่าวพบว่า ผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางมักเข้าไม่ถึงสิทธิทางสังคมจากปัจจัยสำคัญอย่างน้อยสามประการ ได้แก่ การเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี การเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร และการขาดเอกสารทางทะเบียน เช่น สูติบัตร บัตรประจำตัวประชาชน หรือทะเบียนบ้าน

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ยิ่งประชาชนยากจนและเปราะบางมากเท่าไร โอกาสที่เขาจะมีโทรศัพท์ มีอินเทอร์เน็ต มีเอกสารครบถ้วน มีเวลาเดินทาง และมีความสามารถต่อรองกับระบบราชการก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้นระบบที่ออกแบบให้ผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาความช่วยเหลือด้วยตนเอง จึงมีแนวโน้มคัดคนที่อ่อนแอที่สุดออกตั้งแต่ประตูแรก

ปัญหาสำคัญอีกด้านคือ การใช้ข้อมูลรายได้และทรัพย์สินที่อาจไม่เป็นปัจจุบัน การกำหนดเส้นแบ่งความยากจนแบบตายตัว และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่ยังไม่สามารถสะท้อนความเป็นจริงของชีวิตประชาชนได้ครบถ้วน

บางคนมีชื่อถือครองที่ดิน แต่ที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงที่อยู่อาศัยหรือที่ดินมรดกที่ขายไม่ได้และไม่สร้างรายได้ บางคนมีรถยนต์เก่าเพื่อใช้ประกอบอาชีพ บางครอบครัวมีเงินโอนผ่านบัญชีจำนวนหนึ่ง แต่เป็นเงินหมุนเวียนในการค้าขาย ไม่ใช่กำไรสุทธิ บางครอบครัวดูเหมือนมีรายได้ถึงเกณฑ์ แต่ต้องแบกรับหนี้สิน ค่าเช่าบ้าน ค่ารักษาพยาบาล และค่าเลี้ยงดูสมาชิกหลายคน

การพิจารณาจากตัวเลขทางทะเบียนเพียงอย่างเดียวจึงอาจทำให้รัฐมองเห็น “ทรัพย์สินบนกระดาษ” แต่กลับมองไม่เห็น “ความยากจนในจานข้าว”

ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติ รัฐบาลยังต้องปรับแก้หลักเกณฑ์บางประการ เช่น การไม่นำกรณีบุตรใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเพื่ออุปการะบิดามารดามาเป็นเหตุในการตัดสิทธิ และการไม่นับวงเงินสินเชื่อเพื่อการเกษตรรวมอยู่ในเกณฑ์หนี้สินทั่วไป โดยให้เหตุผลว่าสินเชื่อเกษตรสัมพันธ์กับฤดูกาลผลิตและความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ

แม้การปรับเกณฑ์จะเป็นการแก้ไขที่จำเป็น แต่ก็สะท้อนว่าเกณฑ์เดิมไม่ได้เข้าใจสภาพชีวิตของประชาชนอย่างเพียงพอ หากไม่มีเสียงร้องเรียนหรือแรงกดดันจากสังคม ประชาชนจำนวนเท่าใดจะถูกตัดสิทธิด้วยหลักเกณฑ์ที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้

กระบวนการทบทวนสิทธิยิ่งแสดงให้เห็นว่าภาระการพิสูจน์ถูกผลักไปให้ประชาชน ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ต้องตรวจสอบผล ติดต่อหน่วยงานเจ้าของข้อมูล แก้ไขข้อมูล และยื่นทบทวนภายในเวลาที่กำหนด รัฐบาลเปิดให้ทบทวนสิทธิระหว่างวันที่ 17–31 กรกฎาคม 2569 และให้แก้ไขข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569

คำถามคือ คนที่ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีลูกหลาน ไม่มีค่าเดินทาง หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนถูกตัดสิทธิเพราะเหตุใด จะสามารถดำเนินการทั้งหมดให้เสร็จทันเวลาได้อย่างไร

รัฐไม่ควรบอกเพียงว่า “เปิดช่องทางให้แล้ว” แล้วถือว่าหน้าที่สิ้นสุด เพราะการเปิดประตูไว้ไม่ได้หมายความว่าคนพิการจะเดินผ่านได้ และการสร้างเว็บไซต์ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยติดเตียงจะสามารถเข้าถึงสิทธิได้

ระบบสวัสดิการที่เป็นธรรมต้องเปลี่ยนจาก “ให้ประชาชนวิ่งเข้าหารัฐ” เป็น “ให้รัฐออกไปค้นหาประชาชน” ต้องมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อาสาสมัครสาธารณสุข กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรชุมชน เพื่อค้นหาผู้ตกหล่นอย่างจริงจัง

รัฐควรเปิดเผยเหตุผลการไม่ผ่านเกณฑ์เป็นรายข้อด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย จัดให้มีเจ้าหน้าที่ช่วยยื่นทบทวนสิทธิ ใช้ข้อมูลรายได้สุทธิแทนยอดเงินหมุนเวียน พิจารณาภาระหนี้สิน ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ จำนวนสมาชิกในครัวเรือน และความแตกต่างของค่าครองชีพแต่ละพื้นที่ รวมถึงจัดสวัสดิการชั่วคราวให้ผู้เปราะบางระหว่างรอผลอุทธรณ์

เหนือสิ่งอื่นใด รัฐบาลต้องยอมรับว่าความยากจนไม่ใช่ความผิดของประชาชน และการขอรับสวัสดิการไม่ควรกลายเป็นกระบวนการสอบสวนประชาชนเสมือนเป็นผู้ต้องสงสัยว่าจะโกงเงินแผ่นดิน

รัฐบาลอาจเรียกระบบนี้ว่า “การพิสูจน์สิทธิ” แต่ในสายตาของคนจนจำนวนมาก มันคือการถูกบังคับให้พิสูจน์ความทุกข์ของตนเองซ้ำแล้วซ้ำอีกต่อหน้าฐานข้อมูลที่ไม่เคยมองเห็นชีวิตจริง

ท้ายที่สุด หากรัฐบาลยังไม่สามารถแยกแยะระหว่าง “ผู้มีทรัพย์สินในทะเบียน” กับ “ผู้มีความสามารถดำรงชีวิตจริง” ได้ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็จะยังคงเป็นนโยบายที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ตอบผิดคน ตกหล่นคนที่ควรได้รับ และสร้างภาระให้ผู้ที่กำลังทุกข์ยากที่สุด

นี่จึงไม่ใช่เพียงความผิดพลาดเล็กน้อยของระบบคอมพิวเตอร์ แต่เป็น ความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของระบบพิสูจน์สิทธิ และเป็นความล้มเหลวของรัฐบาลในการบริหารโครงการที่ประกาศว่าจะช่วยคนจน

รัฐบาลอาจภูมิใจว่ามีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ มีแอปพลิเคชันหลายช่องทาง และมีระบบตรวจสอบเชื่อมโยงหลายหน่วยงาน แต่หากคนจนจริงยังต้องเดินถือเอกสารจากสำนักงานหนึ่งไปอีกสำนักงานหนึ่ง ขณะที่คนไม่จนบางรายยังนั่งรับสิทธิได้อย่างสบาย ระบบที่รัฐบาลเรียกว่า “แม่นยำ” ก็คงแม่นยำเพียงเรื่องเดียว คือ แม่นยำในการสร้างความลำบากให้คนที่ลำบากอยู่แล้ว

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ควรเป็นรางวัลสำหรับผู้ที่เก่งในการกรอกข้อมูล แต่ต้องเป็นสิทธิของผู้ที่เดือดร้อนจริง

เพราะรัฐบาลที่ดีไม่ควรถามประชาชนซ้ำๆ ว่า “คุณจนจริงหรือไม่” แต่ควรถามตนเองอย่างจริงจังว่า

“เหตุใดบริหารประเทศมาถึงวันนี้แล้ว จึงยังมีคนจนต้องต่อแถวพิสูจน์ความจน เพื่อขอเศษเสี้ยวของสวัสดิการจากรัฐ? หรือเราต้องร้องเพลง คนจนมีสิทธิไมคคะอีกรอบ ”