
สสส.โชว์โมเดล “Node” เชื่อมรัฐ-ประชาสังคม-ชุมชน ลดงานซ้ำซ้อน กระจายทุนปีละกว่า 2,000 โครงการ พร้อมเปิด 16 กรณีศึกษาต้นแบบพิสูจน์ชุมชนเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้
ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย เปิดตัวชุดหนังสือถอดบทเรียนการขับเคลื่อนสุขภาวะผ่านกลไก “หน่วยจัดการ (Node)” ชูเป็นนวัตกรรมเชิงระบบที่ช่วยกระจายโอกาสให้คนตัวเล็กและชุมชนเข้าถึงแหล่งทุน องค์ความรู้ และนวัตกรรม เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาสุขภาวะจากฐานราก ลดความซ้ำซ้อนของการทำงาน และลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพอย่างยั่งยืน

ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฏ ประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 6 สสส. กล่าวว่า หนังสือทั้ง 3 เล่ม ได้แก่ “นวัตกรรมเชิงระบบ หน่วยจัดการงานสร้างเสริมสุขภาพระดับชุมชน” “16 ก้าวเริ่มต้น : ชุมชนสร้างสุข” และ “เส้นทางสู่ชุมชนน่าอยู่ กับ Commu Together” สะท้อนแนวทางการทำงานของ สสส. ที่ไม่ได้มุ่งเพียงให้ทุน แต่ต้องการสร้างระบบและกลไกชุมชนให้เข้มแข็ง สามารถจัดการปัญหาของตัวเองและพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
ด้าน นางเข็มเพชร เลนะพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. ระบุว่า ปี 2570 ประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญปัญหาสุขภาวะที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจชะลอตัว หนี้ครัวเรือน วิกฤตสุขภาพจิต สงครามข้อมูลในยุค AI และภัยคุกคามต่อสุขภาพเด็กและเยาวชน ซึ่งกลุ่มเปราะบาง ทั้งแรงงาน ผู้สูงอายุ เด็ก และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล จะได้รับผลกระทบมากที่สุด หากไม่มีระบบป้องกันและรับมือที่เข้มแข็ง

สสส.จึงวางการทำงานใน 4 มิติสำคัญ ทั้งการขยายโอกาสให้ชุมชนเข้ามากำหนดโจทย์สุขภาพด้วยตัวเอง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างแกนนำและชุมชนเข้มแข็ง รวมถึงผลักดันโมเดลที่ประสบความสำเร็จจากระดับพื้นที่ไปสู่การกำหนดนโยบายระดับจังหวัดและการขยายผลในวงกว้าง
นางเข็มเพชร กล่าวว่า ในแต่ละปี สสส.เปิดโอกาสให้ภาคีและชุมชนเข้าถึงทุนประมาณ 2,000 โครงการทั่วประเทศ โดยจากการถอดบทเรียนตลอด 15 ปี พบว่า แม้หลายโครงการจะเป็นทุนขนาดเล็ก แต่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมในชุมชนได้จริง เปิดพื้นที่ให้เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ กลุ่มอาชีพ ภาครัฐและประชาสังคม เข้ามาเป็น “เจ้าของงาน” ร่วมกัน

ขณะที่ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข มองว่า การแก้ปัญหาสุขภาพเฉพาะประเด็นเพียงอย่างเดียวมักติดข้อจำกัด ทั้งต่อยอดไม่ได้ ขยายผลยาก และไม่ยั่งยืน จึงต้องพัฒนาระบบควบคู่กัน โดยกลไก “หน่วยจัดการ” ถือเป็นนวัตกรรมด้านการบริหารทุนที่ช่วยให้คนกลุ่มเล็กเข้าถึงโอกาส พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมและความเป็นเจ้าของงานอย่างแท้จริง
หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จคือ ชุมชนตักสิลา 1 จ.มหาสารคาม ซึ่งนำองค์ความรู้และการสนับสนุนจาก สสส.ไปพัฒนาโครงการผลิตและบริโภคผักปลอดสารเคมีในครัวเรือน จนเกิด “แปลงผักรวมของชุมชน” เป็นทั้งพื้นที่สร้างอาหารปลอดภัย สร้างความสัมพันธ์ และเพิ่มรายได้

นายชัยสิทธิ์ ระภาพันธ์ แกนนำชุมชนตักสิลา 1 เปิดเผยว่า หลังดำเนินโครงการ ครัวเรือนที่เข้าร่วม 47.5% สามารถปลูกผักได้มากกว่า 5 ชนิด ขณะที่ค่าใช้จ่ายซื้อผักลดจากเฉลี่ย 111 บาทต่อสัปดาห์ เหลือ 68 บาทต่อสัปดาห์ ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้คนในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับหนังสือที่เปิดตัวครั้งนี้ ได้รวบรวม 16 กรณีศึกษาจากพื้นที่ต้นแบบทั่วประเทศ เพื่อเป็นคู่มือให้ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานด้านนโยบาย นำไปประยุกต์ใช้ต่อยอดการทำงาน โดยผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีผ่านเว็บไซต์ opengrant.thaihealth.or.th

