กองปราบนำแถลงจับ ‘อดีตหลวงพ่อโชติ’ จากจดหมายร้องเรียนปริศนาสู่คดีสะเทือนวงการสงฆ์

กองปราบฯ ผนึก ปปง.-พศ. แถลงเปิดปฏิบัติการสาวเส้นเงินวัดพุทไธศวรรย์ จับอดีตเจ้าอาวาสพร้อมสีกาคนสนิท ยึดทรัพย์กว่า 215 ล้านบาท หลังพบเงินบริจาค-เช่าวัตถุมงคลกว่า 100 ล้านไม่เข้าบัญชีวัด

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 11.30 น. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พหลโยธิน ตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แถลงผลปฏิบัติการจับกุม อดีตพระวชิรญาณ หรือ อติโชติ ธมฺมวโร อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งลาสิกขาแล้ว พร้อม น.ส.ปุณยวีร์ สีกาคนสนิท หลังพบเส้นทางการเงินต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับเงินของวัดมากกว่า 100 ล้านบาท

ปฏิบัติการครั้งนี้นำไปสู่การตรวจค้นเป้าหมาย 6 จุด ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี กรุงเทพมหานคร และบุรีรัมย์ ก่อนตรวจยึดทรัพย์สินรวมมูลค่าประมาณ 215,229,847 บาท ท่ามกลางการเร่งตรวจสอบว่าเงินและทรัพย์สินแต่ละรายการเป็นของวัด ของอดีตเจ้าอาวาส หรือของบุคคลอื่น

การแถลงข่าวมี พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ ปปง. และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติร่วมชี้แจงรายละเอียดคดี

คดีนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2569 หลังตำรวจกองปราบฯ ได้รับหนังสือร้องเรียนจากพลเมืองดีที่ไม่ประสงค์ออกนาม ระบุถึงพฤติกรรมไม่เหมาะสมของเจ้าอาวาสกับหญิงใกล้ชิด รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่า น.ส.ปุณยวีร์ ซึ่งไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง กลับมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ อีกทั้งยังมีข้อสงสัยเรื่องการบริหารเงินของวัด

ตำรวจจึงแบ่งการตรวจสอบออกเป็น 2 ส่วน คือ พฤติกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับพระธรรมวินัย และ เส้นทางเงินบริจาคกับรายได้จากวัตถุมงคลที่ควรเข้าสู่วัด แต่กลับไม่ปรากฏในบัญชีวัด จากการแกะรอย เจ้าหน้าที่พบเส้นเงินสำคัญอย่างน้อย 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นเงินจากการเช่าหรือบูชาวัตถุมงคล 22 รายการ รวมกว่า 2.8 ล้านบาท ซึ่งมีการออกใบอนุโมทนาบัตรในนามวัด ขณะที่อีกส่วนเป็นเงินบริจาคเพื่อทำนุบำรุงวัดราว 89 ล้านบาท

เมื่อรวมเงินทั้งสองส่วนอยู่ที่ประมาณ 90-92 ล้านบาท แต่ตำรวจระบุว่าไม่พบเงินดังกล่าวถูกนำเข้าบัญชีของวัด และเมื่อขยายผลธุรกรรมอื่นเพิ่มเติม พบมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น มากกว่า 100 ล้านบาท

หลังรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่ขอศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ออกหมายจับผู้ต้องหา 2 ราย โดยอดีตพระวชิรญาณถูกกล่าวหาในความผิดเกี่ยวกับการเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และสมคบหรือร่วมกันฟอกเงิน

ส่วน น.ส.ปุณยวีร์ ถูกกล่าวหาในฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดเกี่ยวกับการยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหน้าที่มิชอบ รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน

ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ก.ย. เจ้าหน้าที่เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้น 6 จุด พบทรัพย์สินจากกุฏิอดีตเจ้าอาวาสคิดเป็นมูลค่าประมาณ 205.2 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีเงินสดถึง 138,308,986 บาท และทองคำแท่งกับทองรูปพรรณน้ำหนักรวมกว่า 1,000 บาท มูลค่าประมาณ 70 ล้านบาท รวมถึงเอกสารและหลักฐานทางการเงินจำนวนมาก

ขณะที่บ้านพักของ น.ส.ปุณยวีร์ ตรวจยึดทรัพย์สินอีกราว 10,025,114 บาท ประกอบด้วยเงินสด 3,873,614 บาท ทองคำน้ำหนักประมาณ 90 บาท มูลค่ากว่า 6.15 ล้านบาท พร้อมโฉนดที่ดิน 2 ฉบับ สมุดบัญชีธนาคาร 7 เล่ม สัญญาซื้อขายที่ดิน กรมธรรม์สุขภาพ ใบซื้อขายและใบประกันทองคำ ตลอดจนสลากออมสิน

สิ่งที่ตำรวจจับตาเป็นพิเศษคือฐานะทางการเงินของ น.ส.ปุณยวีร์ โดยจากการตรวจสอบพบว่าเคยเป็นบุคคลล้มละลาย ก่อนในช่วงเวลาไม่กี่ปีจะปรากฏทรัพย์สินจำนวนมาก ทั้งบ้าน 2 หลัง มูลค่ารวมประมาณ 6.4 ล้านบาท เงินฝากประมาณ 5 ล้านบาท รถยนต์ และทรัพย์สินมีค่าอื่น ๆ ทั้งที่ไม่มีอาชีพประจำชัดเจน จึงต้องเร่งตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินอย่างละเอียด

ตำรวจยังพบข้อมูลเกี่ยวกับการถือครองทรัพย์สินผ่านบุคคลใกล้ชิด ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าจะเข้าข่ายใช้นอมินีเพื่ออำพรางการถือครองหรือเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ย้ำว่า ทรัพย์สินกว่า 215 ล้านบาทที่ตรวจยึดได้ ยังไม่สามารถเหมารวมว่าเป็นเงินของวัดทั้งหมด จำเป็นต้องตรวจสอบแยกเป็นรายรายการว่าอะไรเป็นทรัพย์สินวัด อะไรเป็นทรัพย์สินส่วนตัว หรือเป็นของบุคคลอื่น

พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ ระบุว่า คดีนี้มีความละเอียดอ่อน เนื่องจากวัดพุทไธศวรรย์เป็นวัดสำคัญ มีประชาชน ข้าราชการ ตำรวจ และนักธุรกิจจำนวนมากให้ความเคารพศรัทธา เจ้าหน้าที่จึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ แต่เมื่อพยานหลักฐานไปถึงจุดที่พบความผิดปกติ ก็จำเป็นต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า วัดที่มีเงินหมุนเวียนจำนวนมากอาจตกเป็นเป้าของบุคคลที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ จึงอยากให้ทั้งประชาชน กรรมการวัด ไวยาวัจกร พระสงฆ์ และสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ไม่ปล่อยให้บุคคลใดอาศัยความศรัทธาเข้ามาหาประโยชน์ส่วนตัว

ด้านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติชี้แจงว่า อดีตเจ้าอาวาสได้ลาสิกขาเมื่อวันที่ 10 ก.ย. หลังคณะสงฆ์ดำเนินการตามกรณีพฤติกรรมที่เข้าข่ายอาบัติปาราชิก โดยระบุว่าหากเป็นการเสพเมถุนย่อมขาดจากความเป็นพระ และไม่สามารถกลับมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุได้อีก

ส่วนแนวทางป้องกันปัญหาเงินบริจาค พศ.เสนอให้ประชาชนใช้ระบบ e-Donation หรือ QR Code ของวัด ซึ่งเงินจะเข้าสู่บัญชีวัดโดยตรง มีหลักฐานตรวจสอบย้อนหลังได้ และสามารถใช้ประกอบการลดหย่อนภาษี ขณะเดียวกันจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงตรวจสอบวัดที่มีรายรับจำนวนมากหรือมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ

ตำรวจยังเปิดอีกประเด็นที่อยู่ระหว่างขยายผล หลังพบกรณีเงินจากการเช่าวัตถุมงคลบางส่วนถูกนำไปยังองค์กรหรือมูลนิธิแห่งหนึ่ง แต่กลับมีการออกใบอนุโมทนาบัตรในนามของวัด ซึ่งถือเป็นความผิดปกติที่ต้องตรวจสอบว่า เงินดังกล่าวไปอยู่ที่ใด ใครเป็นผู้รับผลประโยชน์ และมูลนิธิดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลใดบ้าง

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ย้ำว่า เรื่องที่เกิดขึ้นต้องแยกพฤติกรรมของบุคคลออกจากพระพุทธศาสนา ไม่ควรนำการกระทำของบุคคลเพียงบางคนไปเหมารวมกับหลักคำสอน พระสงฆ์ หรือวัดทั้งหมด

ส่วนจะมีผู้เกี่ยวข้องถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมหรือไม่ ผบช.ก.ระบุว่า อาจมี “ซีซัน 2 หรือซีซัน 3” หากพยานหลักฐานนำไปถึง แต่ตำรวจจะไม่ชี้นำหรือกล่าวหาบุคคลใดล่วงหน้า

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่เตรียมนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายไปฝากขังต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 จ.สระบุรี พร้อมเปิดช่องให้ประชาชนที่เคยบริจาคเงินผ่านบัญชีของอดีตเจ้าอาวาส และสงสัยว่าเงินอาจถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ นำข้อมูลและหลักฐานเข้ามามอบให้กองปราบปรามได้

ตำรวจยืนยันว่า หลังจากนี้จะเดินหน้า แกะเส้นเงินทุกบาท ไล่ทรัพย์สินทุกชิ้น และขยายผลไปถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยย้ำว่าไม่ว่าเงินบริจาคจะมีเพียง 5 บาท 10 บาท หรือหลักล้าน หากประชาชนถวายเพื่อวัด ก็ต้องถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ ไม่ใช่ไหลออกไปเป็นผลประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง