
ผู้นำฝ่ายค้านประกาศเดินหน้าทลายวิกฤตศรัทธาการเมืองไทย ชี้ประชาธิปไตยต้องมีระบบถ่วงดุล ไม่ใช่อำนาจนิยมที่คนบางกลุ่ม “กินทั่วประเทศ” ย้ำคดี สว.ต้องเดินหน้าถึงที่สุด
เมื่อเวลา 09.20 น. วันที่ 29 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเปิดเวทีเสวนาผู้นำฝ่ายค้าน หัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น: ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” โดยระบุว่า หัวใจสำคัญของเวทีครั้งนี้คือวิกฤตศรัทธาของประชาชนต่อการเมืองไทย โดยเฉพาะระบบถ่วงดุลตรวจสอบ และการตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า วันนี้ตรงกับครบรอบ 100 วันพอดี นับจากวันที่ตนออกมาพูดถึง “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งหากนิยามให้สั้นที่สุด คือระบอบอำนาจนิยมที่ขาดความเป็นประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยต้องมีการถ่วงดุลตรวจสอบและยึดโยงกับประชาชน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน กลับพบว่าองค์กรอิสระหลายแห่งมีที่มาจากการแต่งตั้งหรือให้ความเห็นชอบโดยสมาชิกวุฒิสภา ขณะที่ สว.บางส่วนกำลังถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องกระบวนการได้มา และอาจมีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำรัฐบาล
“ตอนนั้นผมจึงบอกว่า ระบอบสีน้ำเงินกำลังกินรวบทั่วประเทศ และจากสิ่งที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เคยนำเสนอในเวทีผู้นำฝ่ายค้าน ยิ่งทำให้เห็นภาพชัดว่า การโกง สว.อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการกินรวบอำนาจทั่วประเทศ” นายณัฐพงษ์กล่าว
ผู้นำฝ่ายค้านระบุอีกว่า เวทีครั้งนี้มีอดีตผู้นำฝ่ายค้านหลายคนเข้าร่วม ซึ่งล้วนเป็นบุคคลที่เคยมีบทบาททั้งในฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเมืองแบบอำนาจนิยมที่เปิดทางให้คนเพียงบางกลุ่มครอบงำประเทศ
นายณัฐพงษ์ยังตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการตรวจสอบคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. โดยระบุว่า นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องอาจเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง เนื่องจากกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดปัจจุบัน 4 ใน 7 คน มีที่มาจากกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ขณะที่ สว.หลายคนมีชื่อปรากฏอยู่ในสำนวนที่กำลังถูกพิจารณาจึงเกิดคำถามว่า จะสามารถคาดหวังการใช้อำนาจอย่างเป็นอิสระได้มากน้อยเพียงใด หากผู้ที่มีหน้าที่พิจารณาคดีมีความเชื่อมโยงกับผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากผลการพิจารณา ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อกังขาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า แม้หลายฝ่ายจะมองว่าการดำเนินการเรื่องนี้แทบเป็นไปไม่ได้ แต่หน้าที่ของนักการเมืองคือการผลักดันสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็น “สิ่งที่ผู้มีอำนาจปฏิเสธไม่ได้”
“การทำงานการเมืองต้องผลักดันสังคมไปข้างหน้า ถ้าเรายอมอยู่แต่ในกรอบเดิม แล้วบอกว่าทำไม่ได้ สังคมก็จะไม่เดินไปไหน การจัดเวทีแบบนี้ทุกครั้ง คือการทำให้สิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นสิ่งที่เขาปฏิเสธไม่ได้มากขึ้นทุกวัน” นายณัฐพงษ์กล่าว
นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า หน้าที่ของ กกต.ในขั้นตอนนี้ยังไม่ใช่การชี้ว่าใครผิดหรือถูก แต่ตามกฎหมาย หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเกิดการทุจริตในการเลือก สว. กกต.มีหน้าที่ส่งสำนวนต่อไปยังศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย การที่ กกต.เลื่อนการพิจารณาออกไปถึงวันที่ 14 กันยายน จึงถือเป็นโอกาสที่ทุกฝ่ายจะใช้เวทีสาธารณะนำเสนอข้อเท็จจริงและผลักดันการตรวจสอบ เพื่อทำให้เรื่องที่หลายคนเคยมองว่า “เป็นไปไม่ได้” กลายเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้มีอำนาจไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป
