
ผู้ประกอบการและนักร้องจากสถานบันเทิง 2 แห่งในลำปาง นำพานธูปเทียนแพเข้ากราบขอขมาเจ้าคณะจังหวัด หลังแต่งกายเลียนแบบพระภิกษุแสดงพฤติกรรมส่อทางลามก
เมื่อเช้าวันที่ 16 ก.ย. 2569 ที่วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม อ.เมือง จ.ลำปาง ผู้บริหารสถานประกอบการ พร้อมตัวแทนและนักร้องจากสถานบันเทิง 2 แห่งในจังหวัดลำปาง เดินทางเข้ากราบขอขมาต่อ พระราชจินตวชิราภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดลำปาง และเจ้าอาวาสวัดพระแก้วดอนเต้าฯ โดยมี นายคนึงกิจ พรหมนุชานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปาง ร่วมรับทราบ

การเข้าขอขมาครั้งนี้เกิดขึ้นหลังปรากฏภาพการแสดงดนตรีภายในสถานบันเทิง มีการแต่งกายเลียนแบบพระภิกษุสงฆ์ และแสดงพฤติกรรมส่อไปในทางลามกอนาจาร จนสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์และกระทบกระเทือนความรู้สึกของพุทธศาสนิกชนอย่างกว้างขวาง
ตัวแทนสถานบันเทิงทั้งสองแห่งได้นำพานดอกไม้ธูปเทียนแพเข้ากราบขอขมา พร้อมกล่าวสำนึกผิด ยอมรับว่าการกระทำเกิดจากความขาดความยั้งคิดและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รวมทั้งกล่าวขออภัยต่อพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ พร้อมยืนยันว่า จากนี้จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบรูปแบบการแสดงภายในร้าน ไม่ให้เกิดเหตุที่มีลักษณะลบหลู่ศาสนาหรือขัดต่อศีลธรรมอันดีขึ้นอีก

พระราชจินตวชิราภรณ์ ได้กล่าวสัมโมทนียกถาและตักเตือนคณะผู้เข้าขอขมาว่า พระพุทธศาสนาสอนเรื่องเมตตาและการให้อภัย เมื่อผู้กระทำผิดรู้จักสำนึกและตั้งใจปรับปรุงแก้ไข คณะสงฆ์ก็พร้อมเมตตาและอโหสิกรรมให้ เพื่อไม่ให้เป็นเวรกรรมต่อกัน
อย่างไรก็ตาม เจ้าคณะจังหวัดลำปางได้ย้ำว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ควรเป็นบทเรียนสำคัญ เพราะสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นจีวรหรือเครื่องสมณบริขาร ล้วนเป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนให้ความเคารพ จึงไม่ควรถูกนำไปล้อเลียนหรือใช้เป็นองค์ประกอบของการแสดงเพื่อความบันเทิง โดยเฉพาะในลักษณะที่ไม่เหมาะสม

หลังจากนั้น ผู้ประกอบการและศิลปินได้เดินทางไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปาง เพื่อจัดทำ “บันทึกการขอขมา” เป็นลายลักษณ์อักษร ยืนยันถึงความสำนึกผิดอย่างเป็นทางการ
ด้านสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปาง ชี้แจงเพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า การที่คณะสงฆ์รับการขอขมาและอโหสิกรรม เป็นไปตามหลักเมตตาธรรมของพระพุทธศาสนา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดได้สำนึกและปรับปรุงตัว แต่ ไม่ได้มีผลทำให้คดีอาญายุติลง

ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวถูกดำเนินการในประเด็นที่เข้าข่ายความผิดฐานเหยียดหยามศาสนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206 ซึ่งเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ไม่สามารถยอมความเพื่อยุติคดีได้ ดังนั้น พนักงานสอบสวนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
ส่วนบันทึกการขอขมาที่จัดทำขึ้น เป็นเพียงหลักฐานแสดงถึงความสำนึกผิด ซึ่งผู้ถูกดำเนินคดีสามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณาของศาลในฐานะเหตุบรรเทาโทษ หรือประกอบดุลพินิจในการลดหย่อนโทษได้เท่านั้น ไม่สามารถลบล้างความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว

สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปางยังฝากเตือนไปถึงผู้ประกอบการสถานบันเทิงและศิลปินทั่วประเทศ ให้เพิ่มความระมัดระวังในการสร้างสรรค์การแสดง โดยหลีกเลี่ยงการนำเครื่องกาสาวพัสตร์ เครื่องสมณบริขาร หรือสัญลักษณ์ทางศาสนา มาใช้ในลักษณะล้อเลียน หยาบคาย หรือลามกอนาจาร เพื่อไม่ให้กระทบต่อความรู้สึกของศาสนิกชน และเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสังคม
อย่างไรก็ตารม เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับผลทางกฎหมายจากการเข้าขอขมาในครั้งนี้ พศจ.ลำปางเน้นย้ำและทำความเข้าใจต่อสังคมใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
1.เป็นไปตามหลักเมตตาธรรม คณะสงฆ์และ พศจ. ลำปาง ยินดีรับการขอขมาและอโหสิกรรมให้เพื่อให้โอกาสผู้ที่สำนึกผิดได้ปรับปรุงตัวตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา 2.ไม่มีผลให้คดียุติ(คดีอาญาแผ่นดินยอมความไม่ได้)การกระทำดังกล่าวเข้าช่ายความผิดฐานเหยียดหยามศาสนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206 ซึ่งเป็น “คดีอาญาแผ่นดิน”การขอขมาในวันนี้ ไม่มีผลเป็นการยุติ ระงับ หรือถอนคำร้องทุกข์ในทางกฎหมายแต่อย่างใด พศจ.ลำปาง และ พงส. สอบสวน จะยังคงต้องดำเนินต่อไปจนถึงที่สุด
และ 3. ผลของบันทึกการขอขมาในทางกฎหมายบันทึกที่จัดทำขึ้น เป็นเพียงหลักฐานแสดงความสำนึกผิดของจำเลย ซึ่งจำเลยสามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณาในชั้นศาล เพื่อเป็น “เหตุบรรเทาโทษ” หรือให้ ศาลพิจารณาลดหย่อนโทษตามกฎหมายเท่านั้น แต่ไม่อาจลบล้างความผิดที่ได้กระทำสำเร็จไปแล้วได้
ข่าว/ภาพ : วินัย ผู้สื่อข่าวจังหวัดลำปาง
