
ผู้ว่าฯกทม.สั่งชะลอใบอนุญาต Data Center รายใหม่ในกรุงเทพฯ พร้อมสั่งทบทวน 3 โครงการที่ค้างอยู่ หลังประชาชนกังวลความปลอดภัย ลุยตรวจสถานที่เก็บน้ำมัน 56 แห่งทั่วกรุง
เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) และนายเกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ร่วมแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงและแนวทางกำกับดูแลโครงการ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพฯ หลังประชาชนแสดงความกังวลถึงผลกระทบด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม รวมถึงการใช้ทรัพยากรของเมือง

นายชัชชาติเปิดเผยว่า กทม.ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยเฉพาะกรณีโครงการ Data Center ใกล้โรงพยาบาลพระราม 9 และได้สั่งชะลอการออกใบอนุญาตเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราว ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างชะลอการอนุญาตในส่วนที่รับผิดชอบเช่นกัน เพื่อทบทวนมาตรฐานและหลักเกณฑ์ให้เกิดความรัดกุม
ปัจจุบันกรุงเทพฯ มี Data Center ประมาณ 30-40 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นระบบภายในองค์กรหรือ Cloud ที่เปิดให้บริการมานานแล้ว ขณะที่ Data Center ขนาดใหญ่แบบ Stand Alone เพื่อให้บริการเชิงพาณิชย์แก่หน่วยงานอื่น มีการยื่นขออนุญาตต่อ กทม.ในช่วงปี 2564-2565 จำนวน 6 แห่ง โดยได้รับอนุญาตแล้ว 3 แห่งในช่วงปี 2565-2566 ส่วนอีก 3 แห่ง กทม.สั่งชะลอและให้กลับไปทบทวนมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือการสำรองน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉิน โดยเฉพาะโครงการในซอยรามคำแหง 28 ซึ่งมีกระแสข่าวว่ามีน้ำมันสำรองมากกว่า 400,000 ลิตร
น.ส.ฐิติภัสร์ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบใบอนุญาตพบว่าโครงการดังกล่าวได้รับอนุญาตให้จัดเก็บน้ำมันประมาณ 200,000 ลิตรเท่านั้น หากตรวจพบว่ามีการจัดเก็บเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต จะถือเป็นการลักลอบประกอบกิจการผิดกฎหมาย มีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
กระทรวงพลังงานยังมีนโยบายชะลอการออกใบอนุญาตคลังน้ำมันสำรองสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินของ Data Center รายใหม่ทั้งหมด จนกว่าคณะกรรมการ Data Center จะกำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน กทม.จะร่วมกับกรมธุรกิจพลังงานตรวจเข้มสถานประกอบการที่มีการจัดเก็บน้ำมันไว้ใช้เองในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งหมด 56 แห่ง เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยแก่ประชาชน
ส่วนข้อกังวลว่า Data Center จะเข้ามาแย่งใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาจากประชาชนนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่พบผลกระทบ

นายเกษมกล่าวว่า Data Center ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าประมาณ 20 เมกะวัตต์ และใช้จริงประมาณ 8 เมกะวัตต์ โดย กฟน.จัดระบบจ่ายไฟแยกวงจรเฉพาะ จึงไม่กระทบต่อการใช้ไฟฟ้าของประชาชนทั่วไป
ขณะที่นายสุพิเชฐระบุว่า Data Center รายใหญ่ในกรุงเทพฯ ใช้น้ำเฉลี่ยประมาณ 7,800 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ต่ำกว่าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ใช้ประมาณ 30,000-40,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน และโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ใช้ประมาณ 20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน จึงยังไม่ส่งผลต่อความเพียงพอของระบบน้ำประปา
นายชัชชาติกล่าวถึงเรื่องน้ำเสียว่า น้ำส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในระบบหล่อเย็น โดยบางส่วนระเหยและบางส่วนสามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่หรือใช้รดน้ำต้นไม้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องติดตามคือการปล่อยน้ำที่มีอุณหภูมิสูงลงสู่คูคลอง ซึ่งหากโครงการอยู่ภายใต้กระบวนการ EIA ก็จะทำให้การตรวจสอบผลกระทบทำได้ชัดเจนขึ้น
ผู้ว่าฯ กทม.ยอมรับด้วยว่า ที่ผ่านมากฎหมายไทยยังมี “ช่องโหว่” เนื่องจาก Data Center เป็นธุรกิจเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ที่ไม่มีคำนิยามทางกฎหมายเฉพาะ ทำให้ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการบางรายยื่นขออนุญาตก่อสร้างในลักษณะ “คลังสินค้า” ส่งผลให้ไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดบางส่วนเกี่ยวกับ EIA หรือกฎหมายโรงงานอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม หลังรัฐบาลประกาศกำหนดนิยาม Data Center อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 กทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำคำนิยามดังกล่าวมาเป็นฐานในการทบทวนกฎหมายควบคุมอาคาร ข้อกำหนด EIA รวมถึงการจัดสรรพื้นที่ในผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับธุรกิจยุคปัจจุบันและคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนมากขึ้น

สำหรับข้อร้องเรียนที่ กทม.ได้รับในขณะนี้ ส่วนใหญ่มี 2 กรณี คือความกังวลของประชาชนรอบโครงการใกล้โรงพยาบาลพระราม 9 และกรณี Data Center แห่งหนึ่งทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินในเวลากลางคืนจนเกิดเสียงดังรบกวน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เข้าตักเตือนและให้ย้ายเวลาทดสอบมาเป็นช่วงกลางวันแล้ว
นายชัชชาติย้ำว่า หากประชาชนได้รับผลกระทบทั้งเสียง แรงสั่นสะเทือน กลิ่นน้ำมัน หรือความร้อน สามารถแจ้งเรื่องต่อ กทม. เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและใช้อำนาจตามกฎหมายท้องถิ่นระงับเหตุได้ทันที
“แต่ละหน่วยงานมีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว แต่ในอนาคตหากมีกติกาที่ชัดเจนมากขึ้น ก็จะทำให้การกำกับดูแลในภาพรวมมีประสิทธิภาพ ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่จะช่วยปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทของเมืองและสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนมากขึ้น” นายชัชชาติกล่าว
