พิมพ์เขียวถูกทิ้ง ประเทศติดหล่ม ‘อลงกรณ์’ ปลุกพลังปฏิรูป ชี้ถึงเวลาก้าวใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม

อดีตสปท.รวมตัวที่สระบุรี “อลงกรณ์” เสนอถอดบทเรียนความล้มเหลว 10 ปี ดันกระจายอำนาจ เปิดข้อมูลรัฐ ปลดล็อกกฎหมายล้าสมัย และปฏิรูปการศึกษา-เศรษฐกิจครั้งใหญ่

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 ที่โรงแรมแกรนด์จรูญรัตน์ จ.สระบุรี นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คนที่หนึ่ง นำเสนอแนวคิดหัวข้อ “ก้าวใหม่พิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ ก้าวใหญ่ประเทศไทย” (New Blueprint For Change : Thailand Big Step) โดยถอดบทเรียนการปฏิรูปประเทศตลอดช่วงกว่า 10 ปี พร้อมเสนอทิศทางใหม่เพื่อดึงประเทศไทยออกจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน

นายอลงกรณ์ระบุว่า เมื่อหนึ่งทศวรรษก่อน สปช.ได้ระดมความคิดและกำลังจัดทำรายงาน รวมถึงพิมพ์เขียวการปฏิรูปประเทศหลายร้อยฉบับ ก่อนส่งต่อให้ สปท.ขับเคลื่อนต่อ แต่ต้องยอมรับความจริงว่า เอกสารจำนวนมากสุดท้ายกลายเป็น “พิมพ์เขียวที่ถูกทิ้งไว้บนหิ้ง” ขณะที่ประเทศต้องสูญเสียทั้งเวลา โอกาส ต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงความเชื่อมั่นของประชาชน

พร้อมมองช่วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมาเป็น “ทศวรรษที่สูญหาย” เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ 3 เรื่องใหญ่ คือ ความขัดแย้งทางการเมืองที่ไม่ได้หายไปและยิ่งขยายช่องว่างระหว่างคนต่างรุ่น ศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ถูกกัดกร่อนจากโครงสร้างเดิมซึ่งไม่ทันเทคโนโลยีใหม่ ผลิตภาพลดลงและต้องเผชิญปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความไม่เป็นธรรมที่ยังคงกว้าง

นายอลงกรณ์ตั้งคำถามว่า ประเทศไทยจะก้าวขึ้นจาก “ปลักตมปัญหาเดิม” เพื่อก้าวใหม่และก้าวให้ใหญ่กว่าเดิมได้อย่างไร พร้อมเสนอว่าก่อนเดินหน้าจะต้องยอมรับบทเรียนอย่างตรงไปตรงมาว่า เหตุใดพิมพ์เขียวปฏิรูปในอดีตจึงไม่สามารถเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย

สาเหตุสำคัญประการแรก คือ การปฏิรูปแบบบนลงล่าง หรือ Top-Down ที่ให้น้ำหนักกับกลไกราชการและกฎหมายมากเกินไป แต่ขาดการสร้างฉันทามติร่วมกับประชาชน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเพียง “ผู้รับผล” มากกว่าจะเป็น “เจ้าของการปฏิรูป” เมื่ออำนาจพิเศษสิ้นสุด แรงผลักดันจึงค่อย ๆ หายไป

ประการที่สอง คือ โครงสร้างอำนาจรวมศูนย์ที่เหนียวแน่น ทำให้แนวคิดกระจายอำนาจและการปฏิรูประบบราชการเผชิญแรงต้าน การปฏิรูปหลายเรื่องจึงเหลือเพียงการปรับระเบียบหรือขั้นตอนเล็กน้อย แทนที่จะเปลี่ยนโครงสร้างของสถาบันอย่างแท้จริง

ประการที่สาม คือ การขาดเจตจำนงทางการเมืองที่ต่อเนื่อง เมื่อรัฐบาลหรือขั้วการเมืองเปลี่ยน พิมพ์เขียวปฏิรูปมักถูกมองว่าเป็นมรดกของฝ่ายตรงข้าม แทนที่จะเป็นวาระแห่งชาติร่วมกัน ส่งผลให้แผนงานหลายเรื่องถูกแช่แข็งหรือตัดงบประมาณ

นายอลงกรณ์มองว่า ความล้มเหลวในอดีตไม่ได้เกิดจากพิมพ์เขียวผิดทั้งหมดหรือเนื้อหาทางเทคนิคไม่มีคุณภาพ แต่เกิดจากการขาด “ระบบนิเวศแห่งการมีส่วนร่วม” และขาดความยืดหยุ่นให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

จากบทเรียนดังกล่าว จึงเสนอ “3 เข็มมุ่ง” สำหรับก้าวใหม่ของประเทศ

เข็มมุ่งแรก คือ เปลี่ยนรัฐจากผู้ควบคุมเป็น “รัฐแพลตฟอร์มที่เกื้อหนุน” หรือ From Regulatory State to Enabling Platform โดยเสนอทำ Regulatory Guillotine รื้อและยกเลิกกฎหมาย ใบอนุญาต และกฎระเบียบล้าสมัยที่เพิ่มต้นทุนประชาชนและเปิดช่องทุจริต พร้อมกระจายอำนาจและงบประมาณลงสู่ท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นมีอำนาจตัดสินใจด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และสาธารณสุขตามบริบทของพื้นที่ รวมถึงเปิดเผยข้อมูลภาครัฐอย่างเต็มที่เพื่อสร้างความโปร่งใสและให้ประชาชนตรวจสอบได้

เข็มมุ่งที่สอง คือ “รีเซ็ตเครื่องยนต์เศรษฐกิจ” เปลี่ยนจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมรับจ้างผลิตแบบเดิม ไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และเศรษฐกิจฐานชีวภาพ พร้อมปฏิรูปตลาดแรงงานและระบบการศึกษา ไม่ผลิตกำลังคนเพื่อตอบสนองระบบราชการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างทักษะแห่งอนาคต ทั้งปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI การคิดวิเคราะห์ การเป็นผู้ประกอบการและนวัตกรรม รวมถึงลดการผูกขาด เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแข่งขันอย่างเป็นธรรม

เข็มมุ่งที่สาม คือ สร้าง “สัญญาประชาคมใหม่” (A New Social Contract) ด้วยระบบสวัสดิการเชิงรุกที่ดูแลประชาชนตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นหนึ่งในรากเหง้าของความขัดแย้ง พร้อมปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้กฎหมายบังคับใช้อย่างเสมอภาค ไม่มีข้อยกเว้นตามฐานะหรือชนชั้น และฟื้นหลักนิติรัฐให้กลับมาเป็นหลักยึดของสังคม

สำหรับบทบาทของอดีตสมาชิก สปช. นายอลงกรณ์เห็นว่า แม้วันนี้ไม่มีตำแหน่งหรืออำนาจอยู่ในมือ แต่มีสิ่งสำคัญคือองค์ความรู้ ประสบการณ์ เครือข่าย และบทเรียนจากความล้มเหลว จึงควรเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ออกแบบ” เป็น “ผู้ประสานพลัง” ไม่ผูกขาดวาระการปฏิรูป แต่ส่งต่อข้อมูลและองค์ความรู้ให้คนรุ่นใหม่ ภาคประชาสังคม และคนทำงานยุคปัจจุบัน

พร้อมเสนอให้ทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างภาคการเมือง ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และขบวนการคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างฉันทามติขั้นต่ำร่วมกัน รวมทั้งเลือกผลักดันประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดผลจริง เช่น การศึกษา การกระจายอำนาจ และความโปร่งใส ผ่านทั้งกลไกรัฐสภาและกลไกสาธารณะ

นายอลงกรณ์ทิ้งท้ายว่า ทศวรรษที่สูญหายอาจเป็นบาดแผล แต่ต้องไม่กลายเป็นจุดจบของความพยายาม เพราะประเทศไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยพิมพ์เขียวที่วางอยู่บนกระดาษ หากขับเคลื่อนด้วยหัวใจและเจตจำนงของผู้คน

พร้อมย้ำว่า การพบกันครั้งนี้ไม่ควรเป็นเพียงการรำลึกถึงอดีต แต่ควรเป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันว่า “พิมพ์เขียวอาจถูกทอดทิ้ง แต่จิตวิญญาณแห่งการปฏิรูปไม่เคยดับมอด” และถึงเวลานำบทเรียนจากทศวรรษที่สูญเปล่ามาเป็นพลังส่งให้ประเทศไทยก้าวใหม่ ด้วยความเข้าใจ การมีส่วนร่วม และมุ่งไปสู่อนาคตที่มั่นคงและเป็นธรรมกว่าเดิม