
เมื่อวันที่ 25 เมษายน พรรคประชาธิปัตย์จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 โดยมีกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งในสถานที่และผ่านระบบออนไลน์ สะท้อนการปรับตัวท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตน้ำมันในปัจจุบัน
บรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้เข้าร่วมครบองค์ประชุมตามกฎหมายพรรคการเมือง รวมทั้งสิ้น 299 คน แบ่งเป็นผู้เข้าร่วมในห้องประชุม 51 คน และผ่านระบบออนไลน์ 248 คน

ในการประชุมครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค กล่าวยอมรับอย่างตรงไปตรงมาถึงผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยระบุว่า แม้คะแนนระบบบัญชีรายชื่อจะใกล้เคียงเป้าหมายและมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2562 แต่ผลในระบบเขตเลือกตั้งยังต่ำกว่าที่คาดหวัง
นายอภิสิทธิ์ ยอมรับว่า ข้อจำกัดด้านเวลาและกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ แต่ยืนยันว่าพรรคได้นำทุกบทเรียนมาปรับแผนครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป
“เราต้องยอมรับความจริง แต่ก็ต้องเดินหน้าต่อ” นายอภิสิทธิ์กล่าว พร้อมเน้นว่าฐานคะแนนบัญชีรายชื่อยังเป็น “จุดตั้งต้น” ที่สามารถต่อยอดไปสู่การเติบโตได้ในอนาคต

ในบทบาทฝ่ายค้าน แม้พรรคจะมี ส.ส. เพียง 21 คน หัวหน้าพรรคย้ำว่า “เสียงของประชาธิปัตย์ยังดัง” โดย ส.ส. ทุกคนพยายามใช้เวทีสภาอย่างเต็มที่ ทั้งการเสนอญัตติและเตรียมผลักดันกฎหมาย ควบคู่กับการอภิปรายเพื่อตรวจสอบรัฐบาลอย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์
นอกจากนี้ พรรคยังเดินหน้าปรับโครงสร้างการทำงาน โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงสมาชิกทั่วประเทศ ผ่านแอปพลิเคชันและระบบสื่อสารภายใน เพื่อให้การเคลื่อนไหวของพรรคมีเอกภาพและเข้าถึงสมาชิกมากขึ้น
สำหรับ การทำงานในสภา พรรคได้รับตำแหน่งในคณะกรรมาธิการ 22 จากทั้งหมด 35 คณะ และได้ตำแหน่งประธานกรรมาธิการ 2 คณะ ได้แก่ ด้านสาธารณสุข และด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด โดยเตรียมเปิดพื้นที่ให้บุคลากรที่มีประสบการณ์เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

การประชุมครั้งนี้ยังมีวาระสำคัญในการรายงานผลการดำเนินงานประจำปี และรับรองงบการเงินปี 2568 ตามกฎหมายพรรคการเมือง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการแต่งตั้งรองหัวหน้าพรรคคนใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างลง
การขยับตัวครั้งนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ จึงถูกจับตาว่า จะเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญในการฟื้นฟูศรัทธา และกำหนดทิศทางใหม่ในสมรภูมิการเมืองไทยที่ทวีความเข้มข้นขึ้นทุกขณะ


