
ประธานวิปรัฐบาลนำทีมประธาน กมธ.ฝ่ายรัฐบาลแถลงยืนยัน แนวทาง 4 ข้อของประธานสภาฯ ไม่ได้ริบอำนาจ แต่ย้ำให้ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือวิปรัฐบาล พร้อมประธานและผู้แทนประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ฝ่ายรัฐบาล ร่วมแถลงชี้แจงกรณีแนวทางการทำหน้าที่ตรวจสอบของคณะ กมธ. หลังเกิดเสียงวิจารณ์ว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรอาจจำกัดหรือริบอำนาจของ กมธ.
นายกรวีร์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเชิญประธาน กมธ. ทั้ง 35 คณะหารือแนวทางการทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุล โดยพิจารณารัฐธรรมนูญ มาตรา 129 และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 90 ประกอบด้วย ยืนยันว่าแนวทางที่ประธานสภาฯ เห็นชอบไม่ได้ปิดกั้นการทำงานหรือตัดอำนาจของประธานและคณะ กมธ. แต่เป็นการทำให้แนวปฏิบัติชัดเจนและอยู่ในกรอบกฎหมาย
แนวทางดังกล่าวครอบคลุม 4 เรื่อง ได้แก่ ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ กมธ. การนัดประชุม การบรรจุระเบียบวาระ และการเรียกบุคคลหรือเอกสาร นายกรวีร์ระบุว่า ทั้งหมดเป็นไปตามข้อบังคับเดิม ประธานสภาฯ ไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ และผู้ดำรงตำแหน่งประธาน กมธ. หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใดก็ไม่อาจใช้อำนาจเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญและข้อบังคับกำหนด
ด้านนายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ ประธานคณะ กมธ.การตำรวจ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ชี้แจงในนามประธาน กมธ.ฝ่ายรัฐบาล กล่าวว่า ข้อกล่าวหาว่ามีการแก้กติกาใหม่หรือประธานสภาฯ ริบอำนาจ กมธ. ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยผู้แถลงยืนยันว่าการทำงานของคณะ กมธ. ต้องเป็นไปตามระเบียบการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ พ.ศ. 2562
นายวัชรพงศ์กล่าวด้วยว่า หลักการกำหนดขอบเขตอำนาจใช้กับ “คณะ กมธ.” ไม่ใช่การให้อำนาจประธานคณะเป็นผู้ตัดสินใจได้โดยลำพัง ไม่ว่าจะเป็นการเรียกบุคคลหรือหน่วยงานมาชี้แจง หรือการกำหนดวาระประชุม จึงเห็นว่าข่าวเรื่องการริบอำนาจเป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน และขอให้ทุกคณะยึดแนวทางเดียวกัน เพื่อให้การทำงานในสภาเป็นไปอย่างเรียบร้อย
นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ในฐานะกรรมาธิการในคณะ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงปัญหาการทำงานภายในคณะว่า มีความเห็นต่างเกี่ยวกับวันนัดประชุม การแจ้งกำหนดประชุมล่วงหน้า และการเรียกหน่วยงานมาชี้แจงโดยไม่ได้ขอมติจากที่ประชุม โดยยืนยันว่าการดำเนินงานควรเป็นมติของคณะ ไม่ใช่การตัดสินใจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
นายณัฏฐ์ชนนยังชี้แจงกรณีมีข่าวว่าที่ประชุมมีมติเรียกประธานสภาผู้แทนราษฎรมาชี้แจง และมีมติไม่รับแนวทางทั้ง 4 ข้อ โดยมีชื่อตนเกี่ยวข้องว่า ได้แจ้งประธานคณะ กมธ. แล้วว่าไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าว และจะขอใช้สิทธิแสดงความไม่เห็นด้วยในการประชุมครั้งถัดไป พร้อมระบุว่าได้ขอให้นำญัตติของตนเข้าสู่การพิจารณาเป็นลำดับแรก
ขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้ร้องเรียนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการทำงานของคณะ กมธ.การกฎหมายฯ โดยเห็นว่ามีข้อโต้แย้งเรื่องขอบเขตอำนาจ การบรรจุเรื่องเข้าสู่วาระ และการดำเนินการที่ควรผ่านมติที่ประชุม พร้อมระบุว่าได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้พิจารณาข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับและประมวลจริยธรรม
นายศุภชัยยืนยันว่า แนวทางของประธานสภาฯ เป็นการย้ำให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ ไม่ใช่การใช้อำนาจนอกกรอบ พร้อมวิจารณ์การลงมติของคณะ กมธ.การกฎหมายฯ ซึ่งมีมติเชิญประธานสภาฯ ไปชี้แจง โดยเห็นว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่เหมาะสม และเรียกร้องให้ประธานคณะ กมธ. พิจารณาขอโทษประธานสภาผู้แทนราษฎร
