‘สกลธี’ ถล่มงบ สธ.แฉซ้ำซ้อน-อาสาพยาบาลหมื่นล้าน จี้รัดเข็มขัดงบ-หยุดตามใจการเมือง

ชำแหละงบ สธ. กลางสภา “สกลธี” ตั้งคำถามอาสาพยาบาลเดือนละ 15,000 บาท ซ้ำซ้อน อสม. พร้อมจี้เหตุพยาบาลวิชาชีพนับหมื่นรอบรรจุ แต่รัฐกลับอ้างไม่มีเงิน

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระที่ 2 ซึ่งเป็นการลงมติรายมาตรา นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายเสนอปรับลดงบประมาณกระทรวงสาธารณสุขลง 3% พร้อมวิจารณ์การจัดสรรงบว่าขาดทิศทาง มีความซ้ำซ้อน และเสี่ยงกลายเป็นการ “เทเงินละลายแม่น้ำ”

นายสกลธี ระบุว่า การเสนอปรับลดงบไม่ได้เกิดจากการไม่เห็นความสำคัญของบุคลากรทางการแพทย์ แต่เห็นว่าปัญหาอยู่ที่วิธีคิดในการจัดงบ หากรวมงบด้านสาธารณสุขทั้งในและนอกกระทรวง ทั้งงบสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ราว 2.9 แสนล้านบาท รวมถึงงบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ จะมีวงเงินรวมมากกว่า 5 แสนล้านบาท แต่ยังพบการใช้งบที่ไม่มีประสิทธิภาพและซ้ำซ้อน

นายสกลธี ยกตัวอย่างทั้งงบก่อสร้างที่บางโครงการเร่งอัดวงเงินสูง แต่กลับเบิกจ่ายไม่ได้จนกลายเป็นภาระผูกพันในปีถัดไป รวมถึงการจัดซื้อหุ่นยนต์จัดยาของโรงพยาบาลขนาดใกล้เคียงกัน แต่มีราคาต่างกันถึง 10-60% ตลอดจนการใช้งบเช่าโทรศัพท์มือถือและซิมการ์ดให้ อสม. ผ่านวิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งตั้งคำถามว่าเป็นการใช้งบตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่

ประเด็นที่นายสกลธีวิจารณ์อย่างหนัก คือ โครงการอาสาพยาบาล ซึ่งเห็นว่ามีภารกิจซ้ำซ้อนกับ อสม. ที่มีอยู่แล้วกว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ แต่กำหนดค่าตอบแทนอาสาพยาบาลถึงเดือนละ 15,000 บาท โดยหากดำเนินโครงการตั้งแต่ระยะที่ 1-3 จะใช้งบสะสมเกือบ 20,000 ล้านบาท และอาจกลายเป็นภาระประจำกว่า 13,000 ล้านบาทต่อปี

นายสกลธี ตั้งคำถามอย่างรุนแรงว่า หากประชาชนมองว่าเป็นการนำเงินงบประมาณไปสร้างเครือข่ายทางการเมืองจะให้คิดอย่างไร พร้อมเปรียบเทียบว่า ขณะที่รัฐบาลมีงบสนับสนุนโครงการดังกล่าว พยาบาลวิชาชีพและบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากกลับยังรอการบรรจุหรือเลื่อนระดับ โดยได้รับคำชี้แจงว่ามีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการลงทุนระบบ Cloud ของหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขที่ต่างฝ่ายต่างของบจัดทำระบบของตนเอง ทั้งที่มีหน่วยงานภาครัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านนี้ไปแล้วหลายพันล้านบาท สะท้อนปัญหาการทำงานแบบแยกส่วนและความซ้ำซ้อนของงบประมาณ

ในทางกลับกัน นายสกลธี ระบุว่า งานที่มีศักยภาพสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจกลับได้รับงบประมาณน้อย เช่น กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ซึ่งรับผิดชอบสมุนไพร กัญชา และ Wellness ได้รับงบสนับสนุนบางส่วนเพียงหลักสิบล้านบาท ขณะที่ตลาดสุขภาพโลกมีมูลค่ามหาศาล

ส่วนปัญหาสุขภาพจิต นายสกลธี ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่มีจิตแพทย์ทั่วประเทศเพียงกว่า 800 คน และจิตแพทย์เด็กไม่ถึง 200 คน หลายจังหวัดยังไม่มีแพทย์เฉพาะทาง ขณะที่งบเชิงรุกเพื่อสร้างแรงจูงใจให้แพทย์เรียนต่อเฉพาะทางกลับมีไม่เพียงพอ

นายสกลธี ยังวิจารณ์ระบบข้อมูลผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลว่า ยังเชื่อมโยงกันไม่ได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งยังต้องถือใบส่งตัวเป็นกระดาษ ทั้งที่การลงทุนด้านดิจิทัลควรเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการยกระดับระบบสาธารณสุข

ท้ายที่สุด นายสกลธี กล่าวว่า โรงพยาบาลรัฐจำนวนมากกำลังประสบปัญหาการเงิน หากรัฐบาลยังเพิ่มสิทธิประโยชน์และภาระรายจ่ายโดยไม่คำนึงถึงฐานะงบประมาณ อาจกระทบต่อความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ประเทศไทยเคยภาคภูมิใจ

“ถ้าเรายังจัดงบแบบมองไม่เห็นอนาคต ตามใจการเมือง และสร้างภาระผูกพันไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งระบบสาธารณสุขที่เราเคยภูมิใจอาจพังลงได้ จึงจำเป็นต้องเสนอปรับลดงบประมาณลง 3%” นายสกลธี กล่าว