
นายกรัฐมนตรี จี้หน่วยงานรัฐเร่งเคลียร์เงินเยียวยา 9,000 และประกันภัย 10,000 บาทให้ถึงมือชาวบ้าน พร้อมปรับระบบเตือนภัยให้ชาวบ้านเข้าใจง่ายไร้ศัพท์เทคนิค
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและเร่งรัดการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมีคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ และผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัดร่วมประชุมผ่านระบบ Video Conference อย่างพร้อมเพรียง
นายอนุทิน เปิดเผยว่า สถานการณ์ภาพรวมในขณะนี้ถือว่าอยู่ในช่วงท้ายของการบริหารสถานการณ์ เนื่องจากปริมาณฝนในระลอกท้ายของฤดูกาลไม่ได้รุนแรงตามที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับการบูรณาการทุกภาคส่วนทำให้พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมกันนี้ได้ชื่นชมการทำงานที่รวดเร็วในการสำรวจและโอนเงินเยียวยาให้แก่ผู้ประสบภัย ซึ่งปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 5 รอบ รวม 135,782 ครัวเรือน เป็นยอดเงินกว่า 1,069 ล้านบาท
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำข้อสั่งการ 4 ประเด็นสำคัญเพื่อความรวดเร็วและปลอดภัยสูงสุด ได้แก่:
- ดูแลพื้นที่น้ำท่วมขังนาน: ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเกาะติดและกำหนดระยะเวลาแก้ไขปัญหาให้ชัดเจน พร้อมรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
- เร่งรัดเยียวยาไร้วันหยุด: ให้ฝ่ายปกครองและท้องถิ่นเร่งตรวจสอบคำค้างท่ออย่างไร้รอยต่อ พร้อมประสาน คปภ. และสมาคมประกันภัย เร่งรัดการจ่ายเงินชดเชยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยครัวเรือนละ 10,000 บาทที่รัฐบาลจัดไว้ให้สำหรับ 30 ล้านครัวเรือน เพื่อให้เงินถึงมือประชาชนโดยไม่มีขั้นตอนติดขัด
- สื่อสารฉับไวเข้าใจง่าย: สั่งการให้ปรับรูปแบบการแจ้งเตือนภัยผ่านกลไกผู้นำชุมชนและหอกระจายข่าวด้วยภาษาพูดที่กระชับ เข้าใจง่าย ไม่ใช้ศัพท์เทคนิค เพื่อให้ชาวบ้านเตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที
- เพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำ: กำชับให้เร่งกำจัดขยะและสิ่งกีดขวางทางน้ำในท่อ คลอง และลำน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือฝนตกหนักในจุดที่ยังวิกฤต
นอกจากนี้ นายอนุทิน ได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดภาคใต้ให้เตรียมความพร้อมรับมือฝนตกหนักและการอพยพกลุ่มเปราะบาง รวมถึงเตรียมมาตรการรองรับในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ โดยขอความร่วมมือภาคส่วนต่างๆ ให้ปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย (WFH) เพื่อบรรเทาปัญหาจราจร พร้อมเตรียมปรับลดระดับการประชุมประจำวันและพิจารณาจัดตั้งศูนย์ส่วนหน้าในพื้นที่ภาคใต้ต่อไป ทั้งนี้ ย้ำชัดว่ารัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชน และทุกอุปสรรคที่เกิดขึ้นจะนำมาถอดบทเรียนเพื่อดูแลพี่น้องคนไทยให้ดีที่สุด
