
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกรโครงการปรับลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตข้าว ที่แปลงนาสาธิตบ้านท่านางเริง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปแนวทางลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการทำนา ก่อนเยี่ยมชมแปลงสาธิตและพบปะพี่น้องชาวนาอย่างใกล้ชิด
การลงพื้นที่ครั้งนี้มี นายประภัตร โพธสุธน พร้อมด้วย สส.จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายสรชัด สุจิตต์ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ และ นายเสมอกัน เที่ยงธรรม รวมถึง นายศุภโชค ศรีสุขขจร นายพาณุวัฒน์ สะสมทรัพย์ พันเอกสุขชาต สะสมทรัพย์ และนายอนุชา สะสมทรัพย์ สส.จังหวัดนครปฐม พรรคภูมิใจไทย ตลอดจน นายอุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมให้การต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง

นายกรัฐมนตรี กล่าวกับพี่น้องชาวนาว่า การเดินทางมาครั้งนี้เกิดจากคำเชิญของนายประภัตร ซึ่งต้องการให้ตนเห็นสภาพการทำงานของชาวนาด้วยตาตัวเอง ไม่ใช่รับฟังเพียงข้อมูลจากการอภิปรายในสภา เพื่อให้เข้าใจถึงความยากลำบากของอาชีพที่เป็น “กระดูกสันหลังของชาติ” และสร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ
นายอนุทินกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดคือการทำให้ผลตอบแทนจากหยาดเหงื่อแรงงานของชาวนา กลับคืนสู่มือผู้ผลิตให้มากที่สุด ไม่ใช่ปล่อยให้กำไรส่วนใหญ่ตกอยู่กับพ่อค้าคนกลางหรือนายทุนเหมือนที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่าชาวนาและเกษตรกรคือจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่การผลิตสินค้าเกษตรทั้งหมด จึงต้องได้รับความเป็นธรรมด้านรายได้

นายกรัฐมนตรีกล่าวยกย่องนายประภัตรว่า เป็นบุคคลที่มีความรู้เรื่องการปลูกข้าวมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศ และตนเชื่อมั่นในข้อมูลที่ได้รับจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผู้คร่ำหวอดในวงการเกษตรมาอย่างยาวนาน พร้อมชื่นชมที่แม้จะสามารถวางมือทางการเมืองได้แล้ว แต่นายประภัตรยังเลือกทำหน้าที่ผู้แทนประชาชนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
พร้อมกันนี้ นายอนุทินยังกล่าวอวยพรวันคล้ายวันเกิดนายประภัตร ซึ่งตรงกับวันที่ 1 สิงหาคม โดยระบุว่า ต่อจากนี้จะขอ “ล็อกคิว” ทุกวันที่ 1 สิงหาคมไว้เดินทางมาจังหวัดสุพรรณบุรี เพราะถือเป็นวันสำคัญของบุคคลที่ตนเคารพและของพี่น้องชาวสุพรรณบุรี

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า แม้พรรคภูมิใจไทยจะได้ สส.สุพรรณบุรี 4 จาก 5 เขต แต่ก็ถือว่าได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างสูง พร้อมเชื่อมั่นว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้รับโอกาสให้ทำงานครบทั้งจังหวัด ซึ่งจะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลพร้อมดูแลประชาชนทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม ไม่แบ่งแยกว่ามาจากพรรคการเมืองใด
นายอนุทินยังย้อนถึงความผูกพันกับจังหวัดสุพรรณบุรี โดยระบุว่า มีความสนิทสนมกับนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ครั้งยังมีชีวิต และเชื่อว่าหากทุกจังหวัดได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบเช่นเดียวกับสุพรรณบุรี ประเทศไทยจะมีศักยภาพแข่งขันได้อย่างเต็มที่

ช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีประกาศเดินหน้าผลักดันโครงการชลประทานครั้งใหญ่ โดยย้ำว่าปัญหาน้ำคือหัวใจสำคัญของภาคการเกษตร และจากประสบการณ์เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำให้เห็นชัดว่าทั้งปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และภัยพิบัติล้วนเกี่ยวข้องกับระบบบริหารจัดการน้ำ
“วันนี้ผมมาถึงจุดที่ไม่สามารถพูดได้อีกว่า นายกฯ ไม่อนุมัติ เพราะวันนี้ผมเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว สิ่งที่ผมอยากเห็น ผมต้องทำให้เกิดขึ้น”

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลได้สั่งศึกษาพร้อมเตรียมงบประมาณเพื่อพัฒนาโครงข่ายชลประทาน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางซึ่งเป็นพื้นที่รองรับมวลน้ำจากภาคเหนือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันอุทกภัย ลดความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูก และวางระบบบริหารจัดการน้ำระยะยาวไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซาก
นายอนุทินยืนยันว่า รัฐบาลมีความพร้อมด้านงบประมาณและจะใช้อำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ในการผลักดันโครงการที่จำเป็น เพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวนาไทยให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม



