
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ใช้โอกาสการเข้าร่วมการประชุม ASEAN-Russia Commemorative Summit เปิดการหารือทวิภาคีกับนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีสหพันธรัฐรัสเซีย อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคง พลังงาน และเศรษฐกิจ โดยทั้งสองฝ่ายประกาศเดินหน้ากระชับความร่วมมือรอบด้าน พร้อมยกระดับความสัมพันธ์ไทย–รัสเซียสู่บทใหม่ก่อนการเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การหารือดังกล่าวมีขึ้นเมื่อเวลา 17.45 น. วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน ณ ห้องหารือทวิภาคี 3 อาคาร Pavilion A2 ศูนย์การประชุมนานาชาติคาซาน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นมิตร

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้พบประธานาธิบดีรัสเซีย พร้อมชื่นชมการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งสำคัญของรัสเซีย และย้ำว่ารัสเซียเป็นมิตรประเทศสำคัญที่ไทยมีความสัมพันธ์อันยาวนานในทุกระดับ ขณะที่ประธานาธิบดีปูตินกล่าวยินดีต่อพัฒนาการความร่วมมืออันใกล้ชิดของทั้งสองประเทศ และเห็นพ้องร่วมกันว่า ปี 2570 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซีย จะเป็นอีกหมุดหมายสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ในด้านการเมืองและความมั่นคง นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับรัสเซียในฐานะประเทศมหาอำนาจที่มีบทบาทสำคัญต่อเวทีโลก และพร้อมขยายความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคี ภูมิภาค และพหุภาคี

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก โดยไทยขอบคุณรัสเซียที่พร้อมสนับสนุนด้านพลังงานสะอาด ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รวมถึงสินค้าจำเป็นอย่างปิโตรเคมีและปุ๋ย เพื่อช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของไทย
นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือทางทหาร การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการศึกษา เพื่อรองรับความท้าทายในโลกยุคใหม่

ด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีรัสเซียเห็นตรงกันว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับรัสเซียที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริงของทั้งสองประเทศ และยังมีช่องว่างอีกมากสำหรับการขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน
โดยภาคเอกชนผ่านสภาธุรกิจไทย–รัสเซีย มีความสนใจขยายการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค และแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ขณะที่ภาครัฐจะเร่งผลักดันการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เพื่อเปิดตลาดใหม่ เพิ่มการเข้าถึงการค้าและการลงทุนระหว่างไทย รัสเซีย และประเทศสมาชิก EAEU

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความสำเร็จของการประชุม Russian-Thai Investment Forum ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา และได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศอย่างกว้างขวาง พร้อมเปิดเผยว่าการประชุมครั้งต่อไปจะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานครในเดือนตุลาคมปีนี้ เพื่อสานต่อเครือข่ายความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ในเวทีพหุภาคี นายกรัฐมนตรีขอบคุณรัสเซียที่ให้การสนับสนุนบทบาทของอาเซียนอย่างต่อเนื่อง และชื่นชมบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของรัสเซียในกรอบเอเปค โดยเฉพาะการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล นวัตกรรม ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางพลังงาน และการพัฒนาที่ยั่งยืน

พร้อมกันนี้ ไทยยืนยันความพร้อมในการร่วมมือกับรัสเซียในประเด็นสำคัญแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยใช้โอกาสการเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงประชาชนของทั้งสองประเทศเข้าหากัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยความยินดีว่า ในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางมาเยือนไทยเกือบ 2 ล้านคน นับเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่มีจำนวนมากที่สุดของไทย สะท้อนถึงความนิยมและความประทับใจที่ชาวรัสเซียมีต่อประเทศไทย
พร้อมกันนี้ ไทยและรัสเซียยังเตรียมผลักดันกิจกรรมทางวัฒนธรรมร่วมกันมากขึ้น ทั้งด้านดนตรี ภาพยนตร์ และศิลปะการแสดง เพื่อสร้างความเข้าใจและความใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณประธานาธิบดีรัสเซียสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ของไทยในการส่งเสริมความร่วมมือกับรัสเซียในทุกมิติ เพื่อสร้างความมั่นคง ความมั่งคั่ง และโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกันของทั้งสองประเทศ

พร้อมแสดงความหวังว่าจะได้พบหารือกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินอีกครั้ง ในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 33 ช่วงปลายปีนี้ เพื่อสานต่อความร่วมมือและขับเคลื่อนผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

