
เปิดวอร์รูมน่าน บัญชาการ 37 จังหวัด สั่ง 6 ด้านรับมือภัยน้ำ ย้ำพื้นที่ท้ายน้ำต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่ตอนนี้ พร้อมเร่งระบบเยียวยา ห้ามประชาชนเดือดร้อนซ้ำเพราะเอกสารไม่ครบ
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมท 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดน่าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 37 จังหวัด หลังหลายพื้นที่เผชิญน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐาน

การประชุมมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุดมศึกษาฯ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน และหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานใน 37 จังหวัด ร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์
นายอนุทินกล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวและญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย พร้อมกำชับทุกหน่วยเร่งดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ โดยระบุว่า ก่อนเกิดสถานการณ์ได้มอบหมายรองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบกำกับดูแลแต่ละภูมิภาค และให้อำนาจเต็มในการบริหารสถานการณ์และกำหนดมาตรการช่วยเหลือ

นายกรัฐมนตรีระบุว่า แม้ภาพรวมสถานการณ์อุทกภัยขณะนี้เริ่มคลี่คลาย แต่ยัง “ไว้วางใจไม่ได้” เพราะยังอยู่ในฤดูฝน หลายพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม จึงต้องตรึงกำลัง เจ้าหน้าที่ เครื่องจักร และทรัพยากรไว้ในพื้นที่ พร้อมเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แม้บางจุดจะเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูแล้วก็ตาม
นายอนุทินจึงสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 37 จังหวัด ดำเนินมาตรการเร่งด่วน 6 ด้าน เริ่มจาก การช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย บูรณาการกรมการปกครองและทุกหน่วยงาน เร่งสำรวจความเสียหาย ระดมเครื่องสูบน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ และฟื้นฟูบ้านเรือน สะพาน ระบบไฟฟ้า ประปา สถานพยาบาล และพื้นที่การเกษตรให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ด้านที่ 2 การติดตามและคาดการณ์สภาพอากาศ ให้กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ติดตามปริมาณฝน โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่เสี่ยงภาคเหนือ พร้อมชี้เป้าจุดเสี่ยงฝนตกหนัก จัดทำข้อมูลและแผนที่คาดการณ์น้ำท่วม ส่งให้จังหวัดเตรียมรับมือล่วงหน้า
ด้านที่ 3 ติดตามและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน และหน่วยงานเกี่ยวข้อง วิเคราะห์ทั้งปริมาณน้ำ ระดับน้ำ และช่วงเวลาที่มวลน้ำจะเคลื่อนเข้าสู่เขตเมือง เขตเศรษฐกิจ และพื้นที่ท้ายน้ำ โดยนายกรัฐมนตรีกำชับชัดว่า
“ถ้าเรารู้ว่ามวลน้ำจะไปถึงพื้นที่ใด ขอให้แจ้งเตือนพี่น้องประชาชนโดยทันที อย่ารอให้น้ำมาถึงแล้วค่อยแจ้ง”

เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน รถยนต์ รวมถึงอพยพผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบาง พร้อมเตรียมเจ้าหน้าที่ เรือ เครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ เส้นทางอพยพ และพื้นที่ปลอดภัยให้พร้อมตลอดเวลา
ด้านที่ 4 เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม ให้กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง พร้อมดึงเครือข่ายจิตอาสาและกู้ภัยในพื้นที่ร่วมเฝ้าระวัง เพื่อให้สามารถเตือนและอพยพประชาชนได้ทันสถานการณ์
ด้านที่ 5 เร่งฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ให้กระทรวงคมนาคมสำรวจถนน สะพาน และเส้นทางที่ได้รับความเสียหาย หากพบดินโคลนหรือสิ่งกีดขวางต้องระดมเครื่องจักรเปิดเส้นทางโดยเร็ว พร้อมบริหารจัดการ “สะพานแบริ่ง” ส่งเข้าพื้นที่ถนนหรือสะพานถูกตัดขาด ขณะที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาส่วนภูมิภาค กรมชลประทาน และกระทรวงคมนาคม ต้องจัดทีมเผชิญเหตุเข้าแก้ไขพร้อมกัน

นายอนุทินยังสั่งให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติจัดทำแผนแก้ปัญหาอุทกภัยระยะยาว เพื่อรับมือปัญหาที่เกิดซ้ำทุกปี ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ รายได้ประชาชน และการท่องเที่ยว
ด้านที่ 6 ยกระดับการเฝ้าระวังและเตือนภัย ให้ ปภ. ปรับปรุงข้อมูลและระบบแอปพลิเคชันเตือนภัยให้ทันสมัย เชื่อมข้อมูลถึงผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างรวดเร็ว พร้อมสั่งผู้ว่าฯ สร้างเครือข่ายประชาสัมพันธ์ลงถึงตำบลและหมู่บ้าน ให้นายอำเภอประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตลอดเวลา
นายกรัฐมนตรีเน้นว่า เป้าหมายสูงสุดคือ “ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและลดความเสียหายให้ได้มากที่สุด” พื้นที่น้ำลดต้องเร่งฟื้นฟู แต่ยังคงระดับเฝ้าระวังสูงสุด ส่วนพื้นที่ท้ายน้ำที่มวลน้ำกำลังเคลื่อนไปถึงต้องเตรียมรับมือตั้งแต่ขณะนี้ หากเรื่องใดเกินกำลังพื้นที่ให้รายงานขึ้นมาตามลำดับทันที โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนทั้งงบประมาณและทรัพยากรเต็มที่

อีกประเด็นที่นายอนุทินเน้นเป็นพิเศษคือ “อาหารผู้ประสบภัย” โดยระบุจากประสบการณ์การลงพื้นที่ว่า ข้าวกล่องต้องมีคุณภาพและปริมาณเหมาะสม ไม่ใช่ใส่ข้าวจำนวนมากแต่กับข้าวน้อย เพราะนอกจากไม่ช่วยสร้างกำลังใจแล้วยังอาจกลายเป็นการซ้ำเติมคนที่กำลังเผชิญความทุกข์
นายอนุทินยกตัวอย่างว่า หากประชาชนได้รับข้าวกล่องที่มีข้าวจำนวนมาก แต่มีเพียงปีกไก่เล็ก ๆ 2 ชิ้นกับไข่ต้ม 1 ฟอง ย่อมไม่เหมาะสม พร้อมกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดและนายกเหล่ากาชาดจังหวัดดูแลเรื่องนี้อย่างละเอียด
“ต้องใจเขาใจเรา ข้าวกล่องต้องมีสัดส่วนพอดีกัน ต้องทำให้เขาอิ่ม อาหารเป็นกำลังใจ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขาไม่ถูกทอดทิ้ง”

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีสั่ง ปภ. เร่งขึ้นทะเบียนและจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาอำนวยความสะดวก และกำชับว่า ห้ามปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อนซ้ำเพราะเอกสารไม่ครบ ขณะเดียวกันทุกจังหวัดต้องหาเส้นทาง “Flood Way” ระบายน้ำออกจากเขตเมืองและเขตเศรษฐกิจ รวมถึงเร่งเก็บขยะออกจากท่อระบายน้ำและทางน้ำ ป้องกันเศษไม้ ขยะ และสิ่งของไปอุดตันสะพานจนทำให้น้ำเอ่อล้นเข้าพื้นที่สำคัญ
ด้านนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย รายงานความคืบหน้าการฟื้นฟู จ.น่าน ว่า ระบบประปาส่วนภูมิภาคอยู่ระหว่างเร่งซ่อมแซม คาดว่าวันจันทร์จะสามารถจ่ายน้ำได้เต็มระบบมากขึ้น แต่ยังห่วงประปาหมู่บ้านบางแห่งที่เสียหายถึง 100% จึงระดมช่างจากการประปาส่วนภูมิภาคและการประปานครหลวงเข้าช่วย พร้อมเตรียมรถน้ำหมุนเวียนให้ประชาชนระหว่างรอซ่อมสร้างระบบ

ส่วนระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซ่อมแซมสายส่งและเสาไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหายแล้ว แต่บ้านเรือนที่อุปกรณ์ไฟฟ้ายังเปียกหรือมีความชื้น ต้องให้ช่างตรวจสอบและเปลี่ยนอุปกรณ์ก่อนกลับมาใช้งาน เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
นายเจเศรษฐ์ยังกำชับให้เทศบาลทำความสะอาดพื้นที่ซ้ำอย่างน้อย 3 รอบจนหมดฝุ่นและโคลน พร้อมให้นายอำเภอทำความเข้าใจระบบ Cell Broadcast สภาพภูมิประเทศ ความชื้นในดิน และความเสี่ยงน้ำป่า-ดินถล่ม เพื่อให้การตัดสินใจแจ้งเตือนประชาชนแม่นยำและรวดเร็ว รวมทั้งทบทวนแผนอพยพทุกพื้นที่
ขณะเดียวกันพบผู้สูงอายุบางส่วนมีความเครียดสูงจากสถานการณ์ภัยพิบัติ จึงขอความร่วมมือทุกฝ่ายรวมถึงสื่อมวลชนระมัดระวังการเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลเหตุการณ์รุนแรงซ้ำ ๆ ซึ่งอาจกระทบสภาพจิตใจประชาชน

สำหรับบ้านเรือนที่เสียหาย 100% ให้จังหวัดจัดทำบัญชีไว้ โดยเฉพาะครัวเรือนที่ไม่มีแรงหรือกำลังเพียงพอซ่อมบ้าน เพื่อหาแหล่งงบประมาณเพิ่มเติมเข้าช่วยเหลือ ส่วนอาหารผู้ประสบภัยยืนยันว่า “เบิ้ลได้ตลอด” หากชุมชนต้องการจำนวนเท่าใดให้แจ้งมา โดยต้องควบคุมทั้งคุณภาพและปริมาณให้เพียงพอ
ส่วนแนวเขื่อนป้องกันตลิ่งในตัวเมืองน่านที่ชำรุด กรมโยธาธิการและผังเมืองจะรับผิดชอบงบประมาณซ่อมแซม พร้อมพิจารณาผลกระทบต่อพื้นที่ อ.ภูเพียง ซึ่งอยู่ต่ำกว่า ขณะที่เศษต้นไม้และขอนไม้ขนาดใหญ่จาก อ.ปัว และ อ.ท่าวังผา ได้ประสานพื้นที่เอกชนใช้เป็นจุดพักชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เร่งฟื้นฟูหมู่บ้าน ชุมชน และพื้นที่สาธารณะ
นายเจเศรษฐ์กล่าวว่า แม้หลายหน่วยงานจะทุ่มกำลังช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่ “งานยังไม่จบ” เพราะภารกิจหนักที่สุดจากนี้คือ การฟื้นฟู พร้อมเชิญชวนทุกฝ่ายร่วมประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวน่าน โดยเชื่อว่าช่วงปลายฝนต้นหนาว จังหวัดน่านจะพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ 100%

ด้านนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวถึงแนวทางบริหารจัดการน้ำ โดยยึดหลัก “ทำให้น้ำมีที่อยู่ และทำให้น้ำมีที่ไป” คือพยายามกักน้ำไว้นอกเมือง หากน้ำเข้าสู่เมืองแล้วต้องเร่งระบายออกให้เร็วที่สุด ทุกจังหวัดจึงต้องรู้เส้นทางน้ำเข้า-ออก เตรียมประตูน้ำ เครื่องสูบน้ำ และระดมเครื่องมือจาก ปภ. กรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน และท้องถิ่นให้สัมพันธ์กับปริมาณน้ำ ก่อนเร่งล้างทำความสะอาดพื้นที่ซ้ำจนกลับคืนสู่สภาพปกติ
ภารกิจหลังน้ำลดจึงไม่ใช่เพียงการล้างคราบโคลน แต่เป็นการแข่งกับเวลาเพื่อคืนบ้าน ถนน น้ำประปา ไฟฟ้า อาชีพ และชีวิตปกติให้ประชาชน ขณะที่รัฐบาลย้ำชัดว่า ตราบใดที่ฤดูฝนยังไม่ผ่าน ทุกจังหวัดต้องพร้อมรับมือ เพราะ “น้ำลดได้ แต่การเฝ้าระวังลดไม่ได้”
