
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ที่สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ประกาศชัดว่า ในสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยหน้าจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอย่างแน่นอนกังวลหรือไม่ นายอนุทินย้อนถามทันทีว่า “มันเป็นข่าวใหม่เหรอ” ก่อนระบุว่า รัฐบาลทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะตามกลไกของสภา ฝ่ายค้านมีสิทธิยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ปีละ 1 ครั้ง จึงถือเป็นเรื่องปกติของการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล
ส่วนจำเป็นต้องหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อเตรียมรับมือหรือไม่นั้น นายอนุทินกล่าวว่า “ตอนนี้ไม่มีพรรคร่วมรัฐบาล มีแต่รัฐบาลของประชาชน” พร้อมย้ำว่า ทุกฝ่ายพูดคุยและทำงานร่วมกันแทบทุกวัน ขณะนี้รัฐบาลทำงานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
นายอนุทิน กล่าวว่า หลังเปิดสมัยประชุมสภาฯ วันที่ 25 สิงหาคม รัฐบาลยังมีวาระสำคัญรออยู่ ทั้งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 และ พ.ร.ก.เงินกู้ ที่จะต้องเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ขณะที่ฝ่ายค้านในฐานะฝ่ายตรวจสอบก็มีสิทธิดำเนินการตามหน้าที่อย่างเต็มที่
เมื่อถามว่า รัฐบาลมีการ “เก็งข้อสอบ” เตรียมรับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจไว้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า รัฐบาลทำงานทุกวัน จึงไม่จำเป็นต้องเตรียมหรือเกร็งอะไรเป็นพิเศษ เพราะคนที่ทำงานจริง เมื่อถูกซักถามก็ต้องสามารถชี้แจงได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ เช่นเดียวกับที่ตนกำลังตอบคำถามผู้สื่อข่าวอยู่ในขณะนี้
เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าการลงมติจะผ่านไปได้ นายกรัฐมนตรีระบุว่า สิ่งสำคัญคือต้องมั่นใจว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการนั้นถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน
ปัด “ฮั้ว สว.” ไม่เกี่ยวรัฐบาล เตือนอย่าเชื่อโซเชียลง่าย
เมื่อถามถึงกรณีนายณัฐพงษ์ระบุว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจหยิบยกประเด็นคดีฮั้ว สว.ขึ้นมาอภิปรายด้วย และมองว่าเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทินตอบชัดว่า “ไม่เกี่ยวครับ”
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลหรือพรรคการเมืองทุกพรรคไม่น่าจะมีส่วนร่วมใด ๆ ในกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เพราะเป็นกระบวนการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว
เมื่อถามถึงการที่ฝ่ายค้านทยอยเปิดเผยข้อมูลผ่านโลกโซเชียล นายอนุทิน กล่าวว่า นี่จึงเป็นเหตุผลที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมีหน้าที่เกี่ยวข้อง พร้อมเตือนประชาชนว่าอย่าเชื่อทุกสิ่งในโซเชียลมากเกินไป แต่ต้องรู้จักกลั่นกรอง พินิจ พิเคราะห์ และพิจารณาข้อมูลให้รอบด้าน
ส่วนกระแสจับตาว่าอาจมี “งูเห่า” จากฝ่ายค้านยกมือสนับสนุนรัฐบาลในการลงมติหรือไม่ นายอนุทินยืนยันว่า ไม่ได้คิดถึงเรื่องดังกล่าว เพราะเสียงของรัฐบาลขณะนี้มีความเข้มแข็งและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
เปิดใจเจอ “ทักษิณ-แพทองธาร-สมชาย” ยันคุยกันได้ ไม่มีอะไรผิดปกติ
นายอนุทินยังกล่าวถึงการเดินทางไปร่วมงานศพนายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งภายในงานได้พบกับนายทักษิณ ชินวัตร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ทุกคนเดินทางไปในงานศพของบุคคลที่เคารพนับถือ ไม่ใช่การพบกันในบรรยากาศชื่นมื่นหรือสนุกสนาน การพูดคุยพบปะและแสดงความเคารพต่อกันจึงเป็นเรื่องปกติ
เมื่อถามว่า จะมีโอกาสนัดพบกับนายทักษิณในโอกาสอื่นอีกหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ตั้งแต่รู้จักกับนายทักษิณ นายสมชาย รวมถึง น.ส.แพทองธาร ก็พบกันมาตลอด จึงไม่ควรมองว่าเป็นบุคคลที่พูดคุยกันไม่ได้ พร้อมตั้งคำถามว่า ยิ่งเมื่อมาอยู่ในรัฐบาลเดียวกัน เหตุใดจึงจะพบกันไม่ได้หากมีโอกาสพบกัน
สำหรับวลีทางการเมือง “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” ยังใช้ได้หรือไม่นั้น นายอนุทินระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นมิตรแท้หรือศัตรูถาวร หากทุกฝ่ายมีเป้าหมายตรงกัน คือทำให้ประชาชนและประเทศชาติได้รับประโยชน์ ประเทศมีความเข้มแข็งและเจริญก้าวหน้า ก็ต้องวางเรื่องส่วนตัวไว้ข้างหลัง แล้วนำผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนมาเป็นเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จก่อน
ลั่นรัฐบาลยังเหนียวแน่น “ทุกพรรคอยากเป็นรัฐบาล”
เมื่อถามว่า ความสัมพันธ์ภายในรัฐบาลที่ยังเหนียวแน่น หมายความว่าไม่มีความจำเป็นต้องดึงพรรคการเมืองอื่นเข้าร่วมรัฐบาลเพิ่มเติมใช่หรือไม่ นายอนุทินย้อนถามว่า “มันเคยมีเรื่องนี้หรือเปล่า”
ผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่า มีบางพรรคต้องการเข้าร่วมรัฐบาลและรอจังหวะสลับขั้ว นายอนุทินตอบว่า “ทุกพรรคอยากเป็นรัฐบาล ไม่มีพรรคไหนอยากเป็นฝ่ายค้าน” เพราะการเป็นรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนการทำงานไปถึงประชาชนได้อย่างเต็มที่ เมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้นและมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ทุกฝ่ายก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ขณะที่รัฐบาลก็มีหน้าที่ทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มกำลัง
เมื่อถูกถามตรง ๆ ว่า มั่นใจหรือไม่ว่ารัฐบาลจะอยู่ครบวาระ 4 ปี นายอนุทินหัวเราะก่อนตอบว่า “ก็ต้องอยู่ให้ได้ ถ้าอยู่ได้ก็ต้องอยู่เพื่อทำประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชน”
นายอนุทินย้ำว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องกังวลไม่ใช่เกมการเมือง แต่คือการทำงานว่าจะ “ฮิต” และ “โดน” ใจประชาชนหรือไม่ โดยยกตัวอย่างนโยบาย “60-40 ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชน และตัวเลขต่าง ๆ ปรับตัวดีขึ้น รัฐบาลก็ต้องการเห็นทิศทางเหล่านี้ดีขึ้นต่อเนื่อง
ส่วนเสียงเรียกร้องให้เดินหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัสในเฟสต่อ ๆ ไป นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้ยินเสียงของประชาชนทั้งหมด แต่รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาทั้งวิธีดำเนินการและงบประมาณ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยย้ำว่าแนวทางดังกล่าวไม่ใช่ “รัฐสวัสดิการ” หรือ “ประชานิยม” แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและช่วยกันยกระดับเศรษฐกิจ
