
“อภิสิทธิ์” ถอดบทเรียน 30 ปีองค์กรอิสระ ชี้จากความหวังตรวจสอบนักการเมือง กลับเผชิญข้อครหาถูกแทรกแซง จี้รัฐธรรมนูญใหม่รื้อที่มาองค์กรอิสระและวุฒิสภา
เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า จัดเสวนาทางวิชาการหัวข้อ “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ : ที่มาและทางออก”
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการฯ กล่าวเปิดงานและปาฐกถาหัวข้อ “ถอดบทเรียน 30 ปี องค์กรอิสระ” ว่า การกลับเข้าสู่การเมืองครั้งนี้ ตนตั้งใจเข้ามาทำงานในกรรมาธิการชุดดังกล่าวโดยเฉพาะ เพราะตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ปัญหาและความล้มเหลวขององค์กรอิสระถูกตั้งคำถามมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หลายคนตั้งคำถามว่า เหตุใดประเทศไทยซึ่งใช้ระบบรัฐสภาจึงต้องมีองค์กรอิสระ ขณะที่หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย หรือแคนาดา สามารถใช้กลไกทางการเมืองและความรับผิดชอบของนักการเมืองจัดการปัญหาได้ ในประเทศเหล่านั้น หากนักการเมืองหรือผู้บริหารมีปัญหา เจ้าตัวอาจแสดงความรับผิดชอบเอง หรือพรรคการเมืองจะเป็นกลไกจัดการ แม้กระทั่งเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีได้ แต่ระบบพรรคการเมืองไทยจนถึงปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังมีลักษณะ “พรรคที่มีเจ้าของ” จึงยากที่จะเกิดกลไกตรวจสอบกันเองภายในพรรคอย่างแท้จริง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หลังเหตุการณ์ปี 2535 ประเทศไทยเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ไม่นานสังคมก็เริ่มตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจของเสียงข้างมาก ขณะนั้นคณะตุลาการรัฐธรรมนูญยังมีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ขณะที่กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดูแลการเลือกตั้ง ทำให้เกิดข้อครหาว่าฝ่ายการเมืองสามารถแทรกแซงกระบวนการเหล่านี้ได้หรือไม่
แนวคิดเรื่ององค์กรอิสระจึงเกิดขึ้น เพื่อสร้างกลไกตรวจสอบผู้มีอำนาจทางการเมือง โดยรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้วางระบบองค์กรตรวจสอบขึ้นอย่างจริงจัง ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ช่วงแรกองค์กรเหล่านี้ได้รับความคาดหวังจากประชาชนอย่างสูง มีทั้งการดำเนินคดีกับนักการเมืองระดับใหญ่ และการแจกใบเหลืองใบแดงในการเลือกตั้ง จนสังคมเชื่อว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบอำนาจรัฐ แต่ปัญหาที่ตามมา คือฝ่ายการเมืองไม่ได้หยุดนิ่ง และเริ่มหาวิธีเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ โดยเฉพาะกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่องค์กรเหล่านี้
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2540 เคยออกแบบให้เชื่อมโยงการสรรหากับวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ด้วยความหวังว่าจะปลอดจากการเมือง แต่ในที่สุดก็ถูกพิสูจน์ว่าไม่สามารถป้องกันการแทรกแซงได้ ต่อมารัฐธรรมนูญปี 2550 จึงปรับเป็นระบบวุฒิสภาแบบผสม ทั้งจากการเลือกตั้งและการสรรหา แม้จะลดปัญหาไปได้บางส่วน แต่ยังไม่สามารถหลีกหนีข้อครหาเรื่องการแทรกแซงองค์กรอิสระได้
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยิ่งมีปัญหาซับซ้อนมากขึ้น เพราะนอกจากคณะรัฐประหารจะเป็นผู้วางกติกาแล้ว ยังเตรียมเข้าสู่สนามการเมืองเสียเอง ขณะที่ระบบการได้มาของวุฒิสภาก็ถือเป็น “นวัตกรรมทางการเมือง” ที่ตนไม่เชื่อว่าจะมีประเทศใดใช้ระบบเช่นนี้
“วันนี้มาถึงจุดที่เรียกว่าครบวงจร คือสามารถมีกลุ่มคนวางแผนเข้าไปยึดกลไกของวุฒิสภา เพื่อส่งคนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ และหากคนเหล่านั้นยังเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองที่มีอำนาจในฝ่ายบริหารอีก ก็ถือว่าครบวงจร” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ระบุอีกว่า นอกจากปัญหาองค์กรอิสระอาจถูกยึดครองโดยกลุ่มการเมืองแล้ว ยังเกิดปัญหาที่หน่วยงานต่าง ๆ เมื่อดำรงอยู่เป็นเวลานาน มักขยายอำนาจของตัวเอง และปิดกั้นการตรวจสอบจากภายนอก ส่งผลให้วันนี้การตรวจสอบองค์กรอิสระกลับกลายเป็นเรื่องยาก จนเกิดเป็น “วิกฤตศรัทธา”
สำหรับทางออก นายอภิสิทธิ์เห็นว่า หากประเทศไทยสามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนระบบองค์กรอิสระใหม่ทั้งหมด แต่ยืนยันว่า ยังไม่เห็นด้วยกับแนวคิดให้ยุบองค์กรอิสระทิ้ง แล้วปล่อยให้ประชาชนตัดสินผ่านการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว
“ผมยังเชื่อว่าเรายังต้องการเครือข่ายองค์กรอิสระ เพื่อเข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมือง ตราบใดที่นักการเมืองและพรรคการเมืองยังไม่สามารถสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นว่าเราจะดูแลและตรวจสอบกันเองได้”
อย่างไรก็ตาม หากการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังติดอุปสรรค อย่างน้อยควรเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1.ที่มาขององค์กรอิสระ และ 2.ที่มาของวุฒิสภา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ
นอกจากนี้ ต้องแก้ไขกลไกที่บิดเบี้ยว เช่น การเปิดช่องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรใช้ดุลยพินิจต่อการยื่นเรื่องตรวจสอบ ป.ป.ช. รวมถึงหากการแก้รัฐธรรมนูญยังทำได้ยาก ก็ควรปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อบังคับให้องค์กรอิสระทำงานอย่างโปร่งใสและถูกตรวจสอบได้มากขึ้น
นายอภิสิทธิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า สังคมไม่สามารถนิ่งเฉยต่อปัญหานี้ได้ เพราะหากเกิดสถานการณ์ที่พรรคการเมืองสามารถยึดครองวุฒิสภา ส่งบุคคลเข้าไปควบคุมองค์กรอิสระ และองค์กรเหล่านั้นไม่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ขณะเดียวกันประชาชนก็ไม่สามารถตรวจสอบองค์กรอิสระได้อีก จะเป็นปัญหาร้ายแรงต่อหลักประชาธิปไตย
“ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่หัวใจสำคัญคือความรับผิดชอบต่อประชาชน หากกลไกทั้งหมดถูกปิดกั้นจนไม่มีใครตรวจสอบใครได้ สังคมก็ต้องตั้งคำถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังทำลายหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่” นายอภิสิทธิ์กล่าว
