
นายกรัฐมนตรีเคลียร์ดราม่า “ยิงโจรในบ้าน” ยอมรับวันก่อนสื่อสารสั้นไป ย้ำสุดท้ายต้องพิสูจน์กันในศาล พร้อมเตือนนักการเมืองอย่าเสี่ยงพกปืน ชี้อาจไม่ได้จบแค่คดี แต่สะเทือนอนาคตทางการเมือง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีกำชับที่ประชุม สส.พรรคภูมิใจไทย ห้ามพกพาอาวุธปืนว่า สิ่งที่กำชับไปเมื่อวานนี้ไม่ได้เจาะจงเฉพาะ สส. หรือลูกพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น แต่หมายถึงทุกคน เพราะขณะนี้ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถพกพาอาวุธปืนได้ เนื่องจากไม่มีใบอนุญาตพกปืนที่ยังมีผลอยู่แล้ว
“เมื่อวานผมกำชับไปแล้ว ก็ตามนั้น ไม่ได้สั่งการแค่ สส. แต่กำชับทุกคน ขณะนี้ไม่ว่าใครไม่สามารถพกพาปืนได้ เพราะไม่มีใบอนุญาตพกปืนอีกแล้วในประเทศไทย พกปืนทุกใบในประเทศขณะนี้หมดอายุไปแล้ว ฉะนั้นไม่สามารถพกปืนได้แล้ว” นายกรัฐมนตรีกล่าว
เมื่อถามถึงกรณีสมาชิกพรรคภูมิใจไทยหลายคนมีอาวุธปืนสะสมเป็นจำนวนมาก นายอนุทินระบุว่า การสะสมปืนถือเป็นเรื่องส่วนตัว และแต่ละคนก็มีหน้าที่ชี้แจงไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ตนเน้นย้ำเป็นพิเศษคือ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงผู้ที่คิดจะลงสมัครรับเลือกตั้งในอนาคต ต้องระมัดระวังเรื่องการพกพาอาวุธปืนอย่างมาก
นายกรัฐมนตรีเตือนว่า หากเกิดปัญหาจากการพกอาวุธปืน นอกจากอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจถูกนำไปตีความเชื่อมโยงกับมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งอาจกระทบไปถึงอนาคตทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการสมัครรับเลือกตั้งหรือการดำรงตำแหน่งทางการเมือง
“คราวนี้ยุ่งกันไปอีก และก็จะยุ่งไปถึงอนาคตของพวกเขาเลย เพราะเราไม่รู้ว่าเรื่องจริยธรรมจะถูกห้ามลงรับสมัครเลือกตั้ง ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่”
นายอนุทินย้ำว่า ทางออกที่ดีที่สุดคือ นักการเมืองและผู้แทนประชาชนต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง เมื่อกฎหมายห้ามพกปืน บุคคลที่ได้รับเลือกจากประชาชนก็ยิ่งต้องเคารพกฎหมายอย่างเคร่งครัด ดีที่สุดคือทำเป็นตัวอย่างให้กับประชาชน ในเมื่อกฎหมายห้ามพกปืน บุคคลที่เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย บุคคลที่ประชาชนเลือกมา ก็ต้องเป็นตัวอย่าง
เมื่อถามถึงมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน หรือ “ป.3” ว่า หมายความว่าขณะนี้ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถขอซื้อปืนได้ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่า “ครับ” พร้อมระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะมีผลไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เนื่องจากรัฐบาลต้องการจัดระเบียบปืนในประเทศไทยอย่างจริงจัง “ต้องจัดระเบียบ ปืนเมืองไทยขณะนี้มีสิบล้านกระบอก แบบนี้ไม่ไหว ประชากรมี 70 ล้านคนเอง”
นายกรัฐมนตรียังชี้แจงถึงกระแสดราม่าจากคำพูดก่อนหน้านี้ กรณีระบุในทำนองว่า หากยิงโจรที่บุกเข้าบ้านก็อาจมีความผิด จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการถกเถียงอย่างกว้างขวาง โดยยืนยันว่า หลักสำคัญที่ต้องการสื่อคือ อยากให้ประชาชนตระหนักว่า อาวุธปืนไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับใคร เมื่อมีการใช้อาวุธปืนเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุสุดวิสัย การป้องกันตัว หรือการกระทำที่เห็นว่าพอสมควรแก่เหตุ ก็ยังต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง
นายอนุทินระบุว่า หากมีเหตุยิงบุคคลที่เข้ามาประสงค์ร้าย ผู้ใช้อาวุธก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ถูกดำเนินคดีหรือถูกตั้งข้อหาในเบื้องต้น และต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาล ไม่ใช่ผู้ใช้อาวุธเป็นผู้ตัดสินด้วยตัวเอง หรือจบเรื่องเพียงแค่การพิจารณาของตำรวจ การสื่อสารก่อนหน้านี้อาจสั้นเกินไป จนทำให้สารที่ต้องการสื่อออกไปไม่ครบถ้วน
“เมื่อวานผมอาจจะสื่อสารสั้นไป แต่จุดประสงค์และเจตนารมณ์ของผมคือ ไม่อยากให้ทุกคนอยู่ใกล้อาวุธปืน เพราะไม่เคยทำสิ่งที่ดีให้กับผู้ใช้อาวุธปืนและผู้ถูกอาวุธปืนเลย คนที่ถูกอาวุธปืนก็บาดเจ็บ คนที่ใช้อาวุธปืนก็ต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาล”นายอนุทินกล่าว
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แม้ท้ายที่สุดศาลอาจมีคำพิพากษาว่าเป็นการป้องกันตัวหรือเป็นการกระทำที่สมควรแก่เหตุ แต่กว่าจะถึงจุดนั้น ผู้เกี่ยวข้องต้องเสียเวลาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทั้งการต่อสู้คดี การประกันตัว และการขึ้นศาลอีกหลายขั้นตอน
นายอนุทินย้ำว่า สิ่งที่ตนพูดเป็นเพียงการเตือนสติประชาชน ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องเชื่อตาม เพราะกฎหมายที่เกี่ยวข้องยังคงมีผลบังคับใช้เช่นเดิม ไม่มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงหลักกฎหมายในเรื่องการป้องกันตัวแต่อย่างใด
“กฎหมายไม่ได้ไปไหน และไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง ดังนั้นอย่าเข้าใกล้ดีที่สุด” นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้าย
