
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ซึ่งมีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 หลังคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งมี พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา เป็นประธานกรรมาธิการ พิจารณาแล้วเสร็จ
ผลการพิจารณา ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวตามที่กรรมาธิการแก้ไข ด้วยคะแนน 103 เสียง ไม่เห็นชอบ 3 เสียง และงดออกเสียง 22 เสียง โดยเนื่องจากมีการแก้ไขเนื้อหาจากฉบับที่สภาผู้แทนราษฎรเคยเห็นชอบ จึงต้องส่งกลับไปให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาว่าจะเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขหรือไม่ ก่อนเดินหน้าตามขั้นตอนของกฎหมาย
รายงานระบุว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ปรับแก้สาระสำคัญหลายส่วน ทั้งการเพิ่มคำปรารภ แก้ไขเนื้อหาใน 4 มาตรา รวมถึงปรับปรุงบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ
ประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ การเพิ่มวรรคใหม่ใน มาตรา 11 ซึ่งกำหนดกระบวนการยุติการดำเนินคดีสำหรับผู้กระทำความผิดที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี โดยเพิ่มเติมข้อความชัดเจนว่า “ไม่ให้ใช้บังคับกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112” ส่งผลให้คดีดังกล่าวไม่อยู่ในข่ายได้รับประโยชน์ตามบทบัญญัตินี้
ระหว่างการพิจารณาบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งสงวนคำแปรญัตติ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการระบุความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา อาจถูกตีความว่าเป็นการเปิดช่องนิรโทษกรรมคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือไม่
ด้าน นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ ชี้แจงว่า บัญชีแนบท้ายรวบรวมกฎหมายทั้งหมด 29 ฉบับ โดยกรรมาธิการไม่ได้แก้ไขสาระสำคัญที่รับมาจากสภาผู้แทนราษฎร แต่เพียงจัดเรียงลำดับใหม่ตามศักดิ์ของกฎหมายเท่านั้น
นายพิสิษฐ์ ย้ำว่า กฎหมายที่เกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ซึ่งถูกนำมาเป็นประเด็นนั้น ได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ชัดเจนว่า ไม่ครอบคลุมความผิดเกี่ยวกับการเลือกโดยทุจริต การเลือกที่ไม่เป็นธรรม หรือการแสดงคุณสมบัติอันเป็นเท็จ จึงไม่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตการเลือกตั้งหรือคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา พร้อมยืนยันว่า “ไม่ได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตัวเอง” และคดีทั้งหมดอยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบข้อสังเกตของกรรมาธิการ ซึ่งเสนอว่า หากพบผู้ต้องขังที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือการแสดงออกทางการเมือง แต่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขควรจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารโทษทางอาญา หรือการคุมขังในสถานที่คุมขัง เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เพื่อใช้เป็นมาตรการสนับสนุนการสร้างความปรองดอง เปิดโอกาสให้สังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข บนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนและหลักประชาธิปไตย
สำหรับ สาระสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติม ยังรวมถึงการเพิ่มคำปรารภ เพื่อกำหนดกรอบการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ให้สอดคล้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งสามารถเรียกเอกสาร สิ่งของ หรือบุคคลมาให้ข้อมูลประกอบการพิจารณา เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นกลไกนำไปสู่การสร้างสังคมสันติสุขและการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ขณะที่ มาตรา 6 ซึ่งกำหนดหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ได้เพิ่มคำว่า “สิ่งของ” ในบทบัญญัติว่าด้วยการเรียกพยานหลักฐาน เพื่อให้ครอบคลุมพยานวัตถุทุกประเภท ไม่จำกัดเฉพาะเอกสาร พร้อมทั้งปรับแก้ให้การรายงานผลการดำเนินงานจากเดิมที่กำหนดให้รายงานต่อรัฐสภา เปลี่ยนเป็นการเสนอรายงานต่อ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยตรง เพื่อความชัดเจน อีกทั้งยังเพิ่มบทบัญญัติคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ หากได้ดำเนินการโดยสุจริต ไม่ต้องรับผิดจากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว
