
สภาเปิดพิจารณางบปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท “เอกนิติ” เผย กมธ.หั่นทิ้งกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท พร้อมเตือนเศรษฐกิจปีหน้าไม่แน่นอนสูง จี้คุมหนี้สาธารณะและลดหน่วยงานภารกิจซ้ำซ้อน
เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ ซึ่งมี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม ได้เข้าสู่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ในวาระ 2 หลังคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการพิจารณาวันแรก
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการฯ ชี้แจงว่า การพิจารณางบประมาณครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเตรียมรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจและความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการรักษาฐานะและเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ
นายเอกนิติ ระบุว่า เศรษฐกิจในปี 2570 ยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง รัฐบาลจึงควรเตรียมแผนบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงเร่งบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้ลดลงในระยะยาว เพื่อรักษา “พื้นที่ทางการคลัง” ไว้รองรับหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่ และไม่ให้กระทบเสถียรภาพหรือวินัยการเงินการคลังในอนาคต
พร้อมกันนี้ ควรทบทวนและปรับลดหน่วยงานรัฐที่หมดความจำเป็น หรือมีภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น เพื่อลดภาระงบประมาณ รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายและระเบียบให้ครอบคลุมแหล่งเงินต่าง ๆ โดยเฉพาะเงินนอกงบประมาณ เพื่อให้การจัดสรรงบมีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้มากขึ้น
สำหรับผลการพิจารณาของ กมธ. นายเอกนิติ เปิดเผยว่า มีการปรับลดงบประมาณรวมประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท โดยพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน ผลการดำเนินงานจริง ความคุ้มค่า ความพร้อมของโครงการ และศักยภาพในการเบิกจ่าย รวมถึงนำเงินนอกงบประมาณและรายได้ที่หน่วยงานจัดเก็บเองมาประกอบการพิจารณา
รายการที่ถูกตัดหรือลดงบ ประกอบด้วย โครงการที่ดำเนินการล่าช้าและมีแนวโน้มเบิกจ่ายไม่ทันปีงบประมาณ รายการผูกพันเดิมที่จัดซื้อจัดจ้างได้ต่ำกว่าวงเงินที่เสนอ รายการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์หรือไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้จ่าย รวมถึงโครงการที่สามารถชะลอได้โดยไม่กระทบต่อบริการประชาชน ตลอดจนโครงการที่ยกเลิกหรือสามารถใช้เงินจากแหล่งอื่นแทนงบประมาณแผ่นดินได้
ขณะที่งบประมาณที่ปรับเพิ่ม จะเน้นหน่วยงานและภารกิจที่มีความจำเป็น ได้แก่ งบกลางในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงศึกษาธิการในส่วนสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำหรับการจัดการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ
นอกจากนี้ ยังเพิ่มให้ทุนหมุนเวียน กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมถึงหน่วยงานรัฐสภา องค์กรอิสระ และสำนักงานอัยการสูงสุด
นายเอกนิติ ย้ำว่า การปรับลดและเพิ่มงบประมาณยึดหลักความพร้อม ความคุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อน และต้องตอบโจทย์ภารกิจสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาปากท้อง และสร้างประโยชน์โดยตรงให้ประชาชน
พร้อมยืนยันว่า การใช้งบประมาณต้องช่วยสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตและแข็งแกร่ง สามารถรับมือแรงกระแทกทั้งจากในและต่างประเทศได้ ขณะเดียวกันทุกโครงการต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การใช้เงินแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง
