
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 บรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทยสร้างความฮือฮา เมื่อ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) เดินทางมายังที่ทำการพรรค พร้อมกับ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ก่อนมีโอกาสพบและยกมือไหว้ทักทาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเดินทางเข้าร่วมประชุม สส.ของพรรค
การปรากฏตัวของอดีตนายตำรวจระดับสูง ทำให้เกิดกระแสจับตาทันทีว่า อาจเตรียมก้าวเข้าสู่สนามการเมือง แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถามตรงว่า เดินทางมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ พล.ต.ท.เรวัช รีบปฏิเสธทันที พร้อมยืนยันว่า “ไม่เกี่ยว”
พล.ต.ท.เรวัช อธิบายว่า เดิมตั้งใจเพียงมารับหลานในละแวกดังกล่าว ก่อนบังเอิญขับรถสวนกับนายชาดา จึงโทรศัพท์พูดคุยกันและตัดสินใจวนรถกลับเข้ามาที่พรรค โดยไม่ทราบมาก่อนว่านายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาที่นี่

อดีต ผบช.ปส. เปิดเผยว่า จุดประสงค์สำคัญของการเดินทางมาในครั้งนี้ คือ ต้องการพบทั้งนายชาดา และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้นำข้อเสนอไปถึงนายกรัฐมนตรี เร่งแก้ปัญหาผู้มีอาการคลุ้มคลั่งจากยาเสพติดทั่วประเทศ ซึ่งประเมินว่ามีอยู่มากกว่า 2,000 คน โดยเสนอให้มีระบบรวบรวมข้อมูลผ่านหมายเลขกลาง หากพบผู้ป่วยในพื้นที่ใดให้สามารถรับตัวเข้ารับการดูแลได้ทันที เพราะหลายครอบครัวไม่สามารถควบคุมดูแลได้แล้ว
พล.ต.ท.เรวัช ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ก่อเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนส่งต่อให้แพทย์รักษา แต่เมื่อกลับบ้าน ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยไม่ยอมรับประทานยา ทิ้งการรักษา และกลับมาก่อเหตุทำร้ายหรือฆ่าผู้อื่น วนเวียนเป็นวงจรเดิมไม่รู้จบ จึงเห็นว่ารัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการที่จริงจังและเป็นระบบมากกว่านี้
เมื่อถูกถามอีกครั้งว่า มีความสนใจเข้าสู่เส้นทางการเมืองหรือไม่ พล.ต.ท.เรวัช ยืนยันหนักแน่นว่า ไม่คิดสมัครสมาชิกพรรคการเมือง และไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแต่อย่างใด แต่พร้อมนำประสบการณ์ที่สั่งสมจากการทำงานด้านการปราบปรามยาเสพติดมาช่วยรัฐบาล หากรัฐบาลผลักดันการแก้ปัญหาผู้ป่วยคลุ้มคลั่งจากยาเสพติดเป็นนโยบายระดับประเทศ โดยจะทำหน้าที่เป็นทีมงานอยู่เบื้องหลังเท่านั้น
“ผมพร้อมช่วยเต็มที่ แต่จะไม่รับตำแหน่ง ไม่รับเงินเดือน และไม่รับผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น” พล.ต.ท.เรวัช กล่าวยืนยันถึงเจตนารมณ์ในการเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเพื่อความปลอดภัยของประชาชน
