เลือกตั้งเดือด!ผู้สมัครสส.นนทบุรีแฉคลิปเสียงมิจฉาชีพอ้างชื่อเบิกเงินสดหวั่นถูกโยงซื้อเสียง

บรรยากาศการเลือกตั้งในจังหวัดนนทบุรีเริ่มทวีความตึงเครียดในช่วงโค้งสุดท้าย หลังเกิดเหตุการณ์ที่อาจถูกมองว่าเป็นความพยายามสร้างความเสียหายทางการเมือง

ผศ.ดร.วิเชียร เจริญนนทสิทธิ์ หมายเลข 6 ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 7 จังหวัดนนทบุรี พรรคกล้าธรรม ออกมาเปิดเผยว่า ระหว่างลงพื้นที่หาเสียงเมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา เวลาประมาณ 14.00 น. ตนได้รับโทรศัพท์จากหญิงรายหนึ่ง ซึ่งอ้างว่าตนได้มอบหมายให้ไปเบิกถอนเงินสดจากธนาคาร

ไม่เพียงเท่านั้น หญิงดังกล่าวยังส่งสายต่อให้หญิงอีกรายที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร พยายามสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการถอนเงินสดในลักษณะที่ชวนให้เกิดความเข้าใจผิด

ผศ.ดร.วิเชียร ระบุว่า ตนได้ยืนยันกลับไปอย่างชัดเจนว่า ไม่เคยสั่งการ ไม่เคยมอบหมาย และไม่รู้จักบุคคลที่โทรมาแต่อย่างใด แต่กลับถูกฝ่ายตรงข้ามใช้ถ้อยคำหยาบคาย ด่าทอ และใส่ร้าย จนเห็นได้ชัดว่ามีเจตนาสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียง

ด้วยความกังวลว่าพฤติการณ์ดังกล่าวอาจถูกนำไปโยงกับข้อกล่าวหาเรื่อง “การเบิกเงินสดเพื่อซื้อเสียง” ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง ผศ.ดร.วิเชียร จึงใช้โทรศัพท์อีกเครื่องหนึ่งบันทึกภาพและคลิปเสียงไว้เป็นหลักฐาน และนำมาเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อเตือนภัยประชาชนและยืนยันความบริสุทธิ์ของตน

ผศ.ดร.วิเชียร ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดการกระทำเช่นนี้จึงเกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง เหตุใดต้องอ้างชื่อของตน และเหตุใดรูปแบบการพูดจึงคล้ายกับว่ามีการเบิกถอนเงินเป็นประจำ ทั้งที่ตนไม่เคยกระทำการเช่นนั้น

ทั้งนี้ ตนได้ติดต่อสอบถามไปยังธนาคารแล้ว และได้รับคำยืนยันว่า ธนาคารไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ ขณะที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการด่าทอและใส่ร้ายคือ ตนเอง

ผศ.ดร.วิเชียร ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกลุ่มมิจฉาชีพหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำชื่อบุคคลสาธารณะหรือผู้สมัครทางการเมืองไปสวมรอย เพื่อสร้างประเด็นทางการเมือง

หากไม่สามารถติดตามตัวผู้กระทำผิดได้ ตนเตรียมเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวัน เพื่อยืนยันว่า

  1. ไม่เคยซื้อสิทธิ์ขายเสียง และไม่เคยเบิกถอนเงินเพื่อกระทำการผิดกฎหมาย
  2. เป็นผู้เสียหายจากขบวนการสแกมเมอร์ที่กำลังแพร่ระบาด

ผศ.ดร.วิเชียร กล่าวทิ้งท้ายว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งตรวจสอบต้นทางของขบวนการลักษณะนี้อย่างจริงจัง มิฉะนั้นจะเป็นการเปิดช่องให้การใส่ร้ายทางการเมืองเกิดขึ้นโดยไร้ความรับผิดชอบ และบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง