เวทนาชาวบ้าน! นายกฯ ชี้สูบน้ำแก้ผ้าเอาหน้ารอดผลาญงบปีละ 5 หมื่นล้าน

นายกรัฐมนตรี ตรวจประตูน้ำสองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี รับปัญหาน้ำท่วมสะสมทุกปี ย้ำโครงการระบายน้ำชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทยต้องเริ่มปีงบฯ 2570 กำชับเร่งเวนคืน–จ่ายชดเชย ห้ามล่าช้า

 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2569 เวลา 15.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำบริเวณประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน, นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นายอนุทิน เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำยังมีปริมาณมาก จำเป็นต้องเร่งผลักดันน้ำออกสู่ภายนอก ซึ่งช่วงนี้ยังสามารถระบายออกไปทางแม่น้ำท่าจีนได้ แต่ประสิทธิภาพยังไม่เต็มที่เนื่องจากมีอุปสรรคสำคัญ คือ ปริมาณผักตบชวาและผักบุ้งจำนวนมหาศาลที่ไหลมากีดขวางทางน้ำ จึงต้องเร่งกำจัดควบคู่ไปกับการระบายน้ำทันที

“วันนี้ได้มาเห็นถึงปัญหาที่มันสั่งสมมา ซึ่งจริง ๆ มันเป็นแบบนี้ทุกปี สิ่งที่เราควรจะต้องทำก็คือ เพิ่มช่องทางให้น้ำไหลออกไปในแหล่งน้ำที่ใหญ่กว่าให้เร็วที่สุด อย่างเช่นกรณีที่อำเภอสองพี่น้อง ได้รับยืนยันจากอธิบดีกรมชลประทานในการขยายช่องทางประตูน้ำเพิ่มมากขึ้น ด้วยการทำการเปิดความกว้างของคลองระบายน้ำให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้น้ำระบายออกไปถึงแม่น้ำท่าจีนซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร แต่ต้องจัดระบบให้ดีเพราะมีบางช่วงเวลาที่แม่น้ำท่าจีนระดับสูงกว่า แต่เราก็ต้องมีประตูน้ำคอยปิดกันไม่ให้น้ำไหลกลับเข้ามา” นายอนุทิน ระบุ

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาตนมักสะดุดใจและพูดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมาโดยตลอดว่า โครงการพัฒนาแหล่งน้ำแต่ละโครงการกว่าจะอนุมัติมักถูกมองว่าสิ้นเปลืองงบประมาณและใช้เงินจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่สิ้นเปลืองยิ่งกว่าคือการสูญเสียทรัพยากรไปกับการแก้ปัญหาระยะสั้น ทั้งการเร่งสูบน้ำและระบายน้ำที่สิ้นเปลืองทั้งไฟฟ้า น้ำมัน รวมถึงทรัพยากรมหาศาลจากการขนย้ายระดมเครื่องสูบน้ำและติดตั้งท่อระบายน้ำจากทั่วประเทศ ซึ่งท้ายที่สุดก็ยังไม่เพียงพอ แถมยังต้องใช้งบประมาณมหาศาลไปกับการเยียวยาประชาชน รวมแล้วสูญเสียงบประมาณสูงถึงปีละ 40,000 ถึง 50,000 ล้านบาทโดยไม่ได้ถาวรวัตถุที่ช่วยแก้ปัญหาในระยะยาว

“วันนี้เรามาดูข้อเท็จจริง เราจะช่วยกันทำให้งบประมาณเหล่านี้เข้าไปเพื่อที่จะช่วยกันลดความเดือดร้อนของชาวบ้านอย่างยั่งยืนในระยะยาว ขอให้พี่น้องประชาชนได้มั่นใจว่า รัฐบาลเห็นความสำคัญมาโดยตลอดว่า ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องความเดือดร้อน เป็นเรื่องฉุกเฉิน เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสให้กับพี่น้องประชาชน และเราจะแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ได้อนุมัติเห็นชอบโครงการระบายน้ำ อย่างน้อยโครงการภาพรวมใหญ่ คือ ชัยนาท ป่าสัก อ่าวไทย ต้องเกิดขึ้นในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ใช้เวลา 7 ปี ถึงจะแล้วเสร็จ เพราะหากเราไม่ทำวันนี้ ความสำเร็จของโครงการระยะยาวก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น ซึ่งจะได้กำชับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน บริหารจัดการด้วยความเข้มงวดใกล้ชิดว่า จะต้องไม่มีเหตุการณ์ใด ๆ มาทำให้โครงการนี้เกิดความล่าช้า ต้องเร่งทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้มันเกิดขึ้นให้เร็วที่สุดให้ได้ ทั้งการเวนคืนที่ต้องเร็วที่สุด งบประมาณเวนคืนก็ต้องเร่งจ่ายให้กับประชาชน รัฐบาลชุดนี้จะติดตามอย่างใกล้ชิด เราไม่มีคำว่าพรรค มีแต่คำว่า พี่น้องประชาชนต้องลดความเดือดร้อน” นายกฯ กล่าว

สำหรับสภาพปัญหาการบริหารจัดการน้ำบริเวณประตูระบายน้ำสองพี่น้อง มักพบอุปสรรคจากปริมาณผักตบชวาหนาแน่นส่งผลให้การระบายน้ำติดขัด ประกอบกับมีประตูระบายน้ำเพียง 3 บาน ทำให้ประสิทธิภาพไม่เพียงพอ เกิดปัญหาน้ำท่วมเอ่อล้นตลิ่งริมคลองไหลเข้าท่วมพื้นที่แอ่งกระทะโดยเฉพาะช่วงฤดูฝน ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก โดยมีข้อเสนอแนวทางแก้ไขด้วยการระเบิดคอขวดตรงประตูเภาทะลาย คลอง ร.4 ขวา และเพิ่มประตูน้ำบางสาม คลองสองพี่น้อง จาก 3 บาน เป็น 5 บาน เพื่อเร่งผลักดันน้ำลงแม่น้ำท่าจีน บรรเทาทั้งปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ด้าน นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยว่า โดยปกติงบเยียวยาจะไม่ปรากฏอยู่ในระบบงบประมาณประจำปี แต่รัฐบาลจะมีงบกลางสำรองไว้เผื่อเหตุฉุกเฉิน สำหรับงบกลางที่นำมาใช้เยียวยาในครั้งนี้ เกิดจากความห่วงใยภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้เห็นชอบอนุมัติงบประมาณก้อนสุดท้ายของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 4,700 ล้านบาท เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 เพื่อนำมาดูแลพี่น้องประชาชนในย Ch ที่สถานการณ์ภัยยังไม่สิ้นสุด

“เพราะถ้าในยามปกติที่ผ่านมา เขาจะรอให้ภัยสิ้นสุดก่อน แล้วก็มาคำนวณความเสียหาย เพราะไม่มีใครรู้ล่วงหน้า คำนวณความเสียหายปุ๊บ กี่หลัง ก็ถึงจะไปขอเงินมาเยียวยา แต่ปีนี้เร็ว ภัยยังไม่สิ้นสุดเราก็เยียวยาเลย ไม่มีตกหล่น เพราะเป็นการคำนวณจำนวนครัวเรือนที่ทางกรุงเทพมหานคร และจังหวัดต่าง ๆ รายงานมา ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 มีกี่ครัวเรือน แล้วก็คูณ 9,000 บาท เราก็ขอตามข้อเท็จจริง และหากเลยเดือนตุลาคมมาแล้ว แล้วเงินไม่พอ ก็จะเสนอความจำเป็นตามข้อเท็จจริงขอรัฐบาลเพิ่มไปใหม่ ยืนยันว่าไม่ได้ตกหล่นหรือล่าช้า” อธิบดี ปภ. กล่าว