
เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นางสาวกาญจน์ชนิษฐา เอกแสงศรี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายบรรเลง บุญเลิศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ร่วมกันแถลงผลการสอบข้อเท็จจริงกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น หลังคณะกรรมการใช้เวลาสืบสวนสอบสวนครบกรอบ 7 วัน
นายอนุทิน กล่าวว่า ภายหลังเกิดกระแสข่าวการทุจริตสอบท้องถิ่นซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวาง ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน พร้อมกำหนดกรอบเวลาตรวจสอบภายใน 7 วัน ซึ่งคณะกรรมการสามารถสรุปผลและจัดทำรายงานแล้วเสร็จตามกำหนด ก่อนนำเสนอให้ตนพิจารณาทันทีที่เดินทางกลับจากการปฏิบัติราชการต่างประเทศ

นายอนุทินระบุว่า ผลการตรวจสอบเบื้องต้นชี้ให้เห็นชัดว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการทุจริตที่มุ่งเอื้อประโยชน์ให้บุคคลบางกลุ่มได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งกระทรวงมหาดไทยไม่ได้ดำเนินการเพียงลำพัง แต่บูรณาการความร่วมมือผ่านบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ ป.ป.ช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ป.ป.ท. ป.ป.ง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 7 หน่วยงาน เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างครบวงจร
“การโกงลักษณะนี้เป็นการทำลายระบบราชการและความเชื่อมั่นของประชาชน ผู้ที่คิดจะทุจริตหลังจากนี้จะไม่สามารถหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากหน่วยงานปราบปรามการทุจริตได้อีก” นายอนุทินกล่าว
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า กระทรวงมหาดไทยจะตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด และหากพบว่าผู้ใดได้รับการบรรจุเข้ารับราชการจากการทุจริต การบรรจุดังกล่าวจะถือเป็นโมฆะทันที โดยจะดำเนินคดีตามพฤติการณ์ความผิดจนถึงที่สุด

นายอนุทินยังเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการผ่านปลัดกระทรวงมหาดไทยให้ชะลอการบรรจุผู้สอบแข่งขันได้ไว้ก่อน แต่เนื่องจากอำนาจการตัดสินใจเป็นของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ซึ่งมีผู้แทนจากหลายหน่วยงานร่วมเป็นกรรมการ และที่ประชุมมีมติให้ดำเนินการบรรจุต่อ จึงต้องปล่อยให้เป็นไปตามมติ อย่างไรก็ตาม เมื่อผลการสอบข้อเท็จจริงปรากฏเช่นนี้ ความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน

ด้าน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของคดีเกิดจากข้อร้องเรียนที่นายกรัฐมนตรีได้รับ ก่อนสั่งการให้ประสานความร่วมมือกับ 7 หน่วยงานด้านการปราบปรามการทุจริต จนนำไปสู่การจับกุมและขยายผล
นายอรรษิษฐ์กล่าวว่า การนำคนที่ทุจริตเข้าสู่ระบบราชการไม่ต่างจากการทำลายประเทศ เพราะหากปล่อยให้บุคคลที่ไม่มีความซื่อสัตย์เข้ารับราชการ ย่อมสร้างความเสียหายต่อประชาชนในระยะยาว แม้กระทรวงมหาดไทยจะเสนอให้ชะลอการบรรจุ แต่ กสถ. มีมติให้ดำเนินการต่อ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ป.ป.ช. ได้อายัดกระดาษคำตอบกว่า 800,000 แผ่น และกำหนดกรอบเวลาสอบสวนภายใน 3-6 เดือน โดยไม่ได้ตรวจสอบเฉพาะการโกงข้อสอบเท่านั้น แต่จะขยายผลไปถึงเส้นทางการเงินและผู้บงการทั้งหมด
ปลัดกระทรวงมหาดไทยระบุว่า การตรวจสอบในส่วนของกระทรวงมหาดไทยเสร็จสิ้นแล้ว และจะส่งข้อมูลทั้งหมดให้ ป.ป.ช. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อดำเนินคดีควบคู่กับการสอบสวนทางวินัยร้ายแรง ส่วนรายชื่อผู้เกี่ยวข้องยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการสืบสวนร่วมกับหน่วยงานอื่น

ขณะที่ นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยผลสอบเชิงลึกว่า ตลอด 7 วันที่ผ่านมา คณะกรรมการได้รวบรวมพยานหลักฐาน เรียกผู้เกี่ยวข้อง 15 รายเข้าให้ข้อมูล ทั้งการเข้าชี้แจงด้วยตนเองและส่งเอกสาร พร้อมประสานผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าร่วมตรวจสอบหลักฐานดิจิทัล ผลการตรวจสอบพบความผิดปกติหลายประเด็น โดยเฉพาะผู้รับจ้างตรวจข้อสอบที่ไม่ส่งไฟล์ภาพถ่ายกระดาษคำตอบของทั้ง 10 ศูนย์สอบให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทันทีหลังตรวจข้อสอบเสร็จ แต่กลับส่งภายหลังผ่านแฟลชไดรฟ์
เมื่อคณะกรรมการสุ่มตรวจข้อมูลผู้สอบ 79 ราย พบว่ามีถึง 48 รายที่คะแนนในสำเนากระดาษคำตอบไม่ตรงกับคะแนนในระบบประมวลผล หรือมากกว่าครึ่งของตัวอย่างที่ตรวจสอบ โดยพบว่ามีการแก้ไขคะแนนทั้งภาค ก และภาค ข ให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้คะแนนภาค ก ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 และคะแนนภาค ข พุ่งสูงถึงระดับร้อยละ 90

นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติในขั้นตอนการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบภาค ค โดยผู้รับจ้างส่งข้อมูลผลคะแนนผ่านแฟลชไดรฟ์ให้ กสถ. พิจารณา แต่ไม่ปรากฏว่ามีการตรวจสอบเปรียบเทียบข้อมูลกับผลการประมวลคะแนนก่อนให้ความเห็นชอบที่สำคัญ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลยังตรวจพบว่า หลัง กสถ. มีมติรับรองผลและประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบภาค ค แล้ว ยังมีการเข้าไปแก้ไขข้อมูลอีกครั้งก่อนนำขึ้นเผยแพร่ในระบบสารสนเทศอย่างเป็นทางการ
เบื้องต้นพบผู้เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้รับจ้าง บริษัทเอกชน รวมถึงบุคคลอื่นที่ยังไม่สามารถระบุตัวตนได้
สำหรับการดำเนินการทางวินัย คณะกรรมการมีความเห็นเบื้องต้นว่า มีข้าราชการพลเรือนสามัญสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นอย่างน้อย 5 ราย มีมูลอันควรถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรง และจะเข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามกฎหมายต่อไป ขณะที่การสอบสวนทางอาญาและการติดตามเส้นทางการเงินยังคงดำเนินต่อเนื่อง เพื่อขยายผลเอาผิดผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น
