
ท่ามกลางมวลน้ำมหาศาลที่ท่วมหลายพื้นที่ในจังหวัดสงขลา โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ ซึ่งถูกน้ำทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนเป็นวงกว้างจนชาวบ้านต้องอพยพหนีภัยอย่างเร่งด่วน หน่วยงานต่าง ๆ ต้องเร่งระดมกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง แต่หนึ่งในเรื่องราวที่สะท้อน “น้ำใจคนไทยไม่รู้จบ” ได้อย่างเข้มข้นที่สุด คือการเดินทางไกลกว่า 1,515 กิโลเมตร ของกลุ่มอาสากู้ภัยจิตอาสาจาก จ.อุดรธานี ที่ตัดสินใจมุ่งหน้าลงใต้ตั้งแต่วันแรกที่เห็นข่าว แม้จะมีเพียงเจ็ตสกีหนึ่งลำและหัวใจที่มุ่งมั่นแน่นแฟ้น
นายสายชล คุ้มทรัพย์ อายุ 51 ปี และนายชัยสิทธิ์ เล็งไธสงค์ อายุ 44 ปี อาสากู้ภัยมูลนิธิอุดรสว่างเมธาธรรม เปิดเผยว่า เพียงแค่เห็นภาพความเสียหายในพื้นที่หาดใหญ่ ทั้งบ้านที่ถูกน้ำท่วมจนมิดหลังคา และชาวบ้านที่ติดค้างอยู่บนเรือน พวกเขาก็ตัดสินใจทันทีว่า “ต้องไปช่วย”

ภารกิจเริ่มต้นด้วยการขับรถทางไกล 2 คืน 1 วัน ฝ่าฝนฟ้าที่ไม่เป็นใจแม้แต่นาทีเดียว กว่าจะถึงพื้นที่ก็ปาเข้าไปตี 3 แต่ทั้งสองไม่ได้พักแม้แต่วินาทีเดียว รีบลงเจ็ตสกีเพื่อเข้าพื้นที่เสี่ยงร่วมกับทีมกู้ภัยจากอุบลราชธานีทันที
น้ำในบางจุดลึกกว่า 2 เมตร กระแสน้ำแรงจนพัดเอาเศษไม้ ขยะ และเครื่องใช้นานาชนิดมาชนใบพัดเป็นระยะๆ แต่พวกเขายังคงเดินหน้าช่วยผู้ป่วย ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และกลุ่มเปราะบางออกจากบ้านที่ถูกน้ำล้อมทุกด้าน จนถึงชุมชนสุดท้ายในพื้นที่เสี่ยง
แต่ภารกิจสำคัญที่ทำให้ทุกคนจดจำที่สุด กลับเป็นชีวิตเล็กๆ ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน นั่นคือ หมูหนุ่มเพศผู้ตัวหนึ่ง ที่ชาวบ้านเล่าว่า “ติดค้างอยู่ตรงศาลพระภูมิในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งมานานถึง 5 วันเต็ม!”

เมื่อทีมงานเข้าพื้นที่และเห็นกับตา พวกเขาพบหมูตัวนี้กำลัง ลอยคอในน้ำเชี่ยว คาบเชือกเส้นหนึ่งไว้แน่นในปาก ร่างกายสั่นระริก แรงแทบไม่เหลือ คล้ายจะจมแหล่ไม่จมแหล่ โชคดีที่ทีมกู้ภัยเข้าประชิดได้ทันและช่วยดึงออกจากกรงเหล็กที่แทบจะจมไปครึ่งหนึ่ง
ภาพจากคลิปที่ชาวบ้านถ่ายไว้เห็นชัดเจน หมูตัวนี้ต่อสู้กับกระแสน้ำอย่างสิ้นหวัง แต่ไม่ยอมปล่อยเชือกในปากเลยแม้แต่วินาทีเดียว ราวกับรู้ว่าตัวเองมีโอกาสรอดแค่เพียงเส้นเดียว
เมื่อช่วยขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย ทีมงานพยายามตามหาเจ้าของแต่ไม่มีใครแสดงตัว คาดว่าเจ้าหมูอาจถูกน้ำพัดหายออกจากฟาร์มต้นทางไกลหลายกิโลเมตร ชาวบ้านที่ช่วยกันดูแลระหว่างน้ำท่วมก็จนใจไม่สามารถรับเลี้ยงต่อได้ จึงขอร้องให้กู้ภัยอุดรนำกลับไปดูแล และนั่นคือจุดเริ่มต้นของชื่อใหม่ที่ทุกคนพร้อมใจกันเรียก “บุญรอด” เพราะชีวิตนี้รอดมาได้ด้วยบุญล้วนๆ

หลังภารกิจในพื้นที่เสร็จสิ้น อาสากู้ภัยทั้งสองขับรถกลับอุดรธานีพร้อม “บุญรอด” ที่นั่งอยู่ท้ายกระบะอย่างสงบ ราวกับรู้ว่าตัวเองได้บ้านใหม่และครอบครัวใหม่เรียบร้อยแล้ว
เรื่องราวของอาสากู้ภัยจิตอาสาจากอุดรธานีครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงความเสียสละ แต่ยังบอกเล่าถึงหัวใจของคนไทยที่พร้อมเดินทางข้ามจังหวัด ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน เพื่อยื่นมือให้พี่น้องที่เดือดร้อน และแม้กระทั่งชีวิตเล็กๆ อย่างหมูตัวหนึ่ง… เขาก็ไม่เคยถูกมองข้าม
อีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า “น้ำไหลได้ แต่ใจคนไทยไม่เคยท่วม”

